วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

***แกงกล้วยดิบ ดีต่อลำไส้***

แกงกับน้ำพริกแกงใต้ ทำให้ได้กล้วยเนื้อแน่นหนึบเคี้ยวมัน เข้ากันได้ดีเหลือเกินกับน้ำแกงรสสะเด็ดยาด

เรื่องประโยชน์ก็โดดเด่น เพราะกล้วยดิบเป็นอาหารที่ช่วยสร้างสมดุลแก่กระเพาะอาหารและลำไส้ ตามหลักการกินอาหารเป็นยาของคนโบราณบอกเคล็ดลับไปหมดแล้ว แกงหม้อนี้ ก็เป็นเรื่องกล้วยๆ ที่อยากให้ลองทำกินกัน

ส่วนผสม
กล้วยดิบปอกเปลือกเขียวออก (หั่นแว่นแช่น้ำเกลือ) 5-6 ผล
กุ้งแกะเปลือก ผ่าหลัง ชักเส้นดำออก 6-7 ตัว (ไม่ใส่กุ้งก็ได้)
น้ำพริกแกงใต้ 3 ช้อนโต๊ะ
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเต้าหู้ 2 ถ้วย
พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ 4-5 เม็ด
ใบมะกรูดฉีก 5-6 ใบ
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น ½ ช้อนชา
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1. โขลกกะปิรวมกับน้ำพริกแกงจนเข้ากันดี
2. รวนน้ำพริกแกงกับน้ำมัน จนหอมและแตกมัน
3. ค่อยๆ ใส่น้ำเต้าหู้ลงไป คนให้เข้ากัน รอจนเดือด
4. ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ ชิมรส
5. ใส่กล้วย รอจนกล้วยสุก สังเกตว่ากล้วยจะออกสีคล้ำเล็กน้อย
6. ใส่กุ้งตามลงไป รอจนน้ำแกงเดือด
7. ใส่พริกชี้ฟ้า และใบมะกรูด ปิดไฟ ตักใส่ชาม พร้อมเสิร์ฟ

Tips
1. การปอกเปลือกกล้วยให้แกงกินอร่อย อย่าปอกเปลือกออกหมดจนเหลือแต่เนื้อกล้วย ให้ปอกเอาแต่ผิวเปลือกสีเขียวด้านนอกออก และเหลือเปลือกกล้วยด้านในติดอยู่กับผล
2. กล้วยเล็บมือนาง ใช้ทำแกงกล้วยได้อร่อยที่สุด
3. โขลกกะปิรวมกับน้ำพริกแกงใต้ ทำให้น้ำพริกแกงหอมอร่อยยิ่งขึ้น

แกงนี้สามารถปรับเปลี่ยนสูตรและส่วนผสมให้เป็นแบบมังสวิรัติได้นะครับ

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

***ดอกขจร (ดอกสลิด)***

ดอกขจร อีกหนึ่งสมุนไพรที่จัดว่ามีคุณค่าที่ช่วยรักษาอาการต่าง ๆ ได้ดีทีเดียว และวันนี้เราก็นำ สรรพคุณของดอกขจร และ ประโยชน์ของดอกขจร มาบอกคุณ ๆ ผู้รักสุขภาพกันอีกเช่นเคยดอกขจรส่วนใหญ่นั้นจะนำมาลวกน้ำร้อนจิ้มกินกับน้ำพริกเป็นส่วนใหญ่ ใครที่ชอบกินดอกขจรเป็นประจำนับว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณมากมายทีเดียว นั้นเรามาดู สรรพคุณของดอกขจร และ ประโยชน์ของดอกขจร กันเลยดีกว่า

*คุณค่
าทางอาหารของดอกขจร*
ทั้งยอดอ่อน ผลอ่อน และดอกของขจรสามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะใช้เป็นผักต้มหรือผักลวกจิ้มน้ำพริกหรือทำเป็นอาหารอื่น ๆ เช่น แกงส้มดอกขจร ยำดอกขจร แกงจืดดอกขจร ข้าวต้มดอกขจร เป็นต้น และส่วนที่มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดคือส่วนยอดอ่อน ทั้งนี้ดอกขจรมีคุณค่าวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง

ยอดอ่อนและดอกขจรในปริมาณ 100 กรัม มีวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ คือวิตามินเอ มากถึง 3,150 I.U. วิตามินซี 45 มิลลิกรัม แคลเซียม 70 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 90 มิลลิกรัม


สรรพคุณของดอกขจร และ ประโยชน์ของดอกขจร
- ยอดอ่อน ดอก ลูกอ่อน บำรุงธาตุ บำรุงตับ ปอด แก้เสมหะเป็นพิษ ราก ทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา

- มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน รักษาหวัดที่เกิดจากการตากลมหรืออากาศเย็น ช่วยบำรุงตับ บำรุงสายตา บำรุงเลือด บำรุงฮอร์โมนของสตรี ช่วยขับเสมหะ และแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

- ราก เป็นเครื่องยาสมุนไพรใช้หยอดรักษาตา อีกทั้งมีสรรพคุณทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา ดับพิษได้


***สูตรน้ำผักผลไม้ล้างพิษ…ทำเองได้ไม่ยาก***

เครื่องดื่มสีเขียวมรกตแก้วนี้ มีสรรพคุณสุดยอดในการล้างพิษ “ผักใบเขียว” จะฟื้นฟูตับที่อ่อนล้า “ผักชีฝรั่ง” มีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อน ๆ ให้สังกะสีและเกลือแร่ บำรุงตับ “ขึ้นฉ่าย” ช่วยทำความสะอาดตับ ระบบน้ำเหลืองและยังช่วยระบบย่อยอาหารอีกด้วย “แอปเปิ้ล” ช่วยในการขับถ่ายและล้างพิษออกจากลำไส้ใหญ่ได้ดี นอกจากนั้นยังพบว่าแอปเปิ้ลมีสารฟลาโวนอยด์และสารออกซิแดนท์สูง ช
่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็ง

ส่วนผสม
บรอกโคลี 100 กรัม
คะน้า 100 กรัม
ผักชีฝรั่ง 25 กรัม
แอปเปิ้ล 200 กรัม
ขึ้นฉ่าย 50 กรัม (หรือเซเลอรี่)

วิธีทำ
1. คั้นน้ำผักบรอกโคลี คะน้า ผักชีฝรั่ง แอปเปิ้ลและขึ้นฉ่าย ด้วยเครื่องแยกกาก
2. นำน้ำผักที่ได้มาผสมรวมกันทั้งหมด
3. เสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมใส่น้ำแข็งก้อน เพื่อเป็นเครื่องดื่มเย็น
4. ตกแต่งด้วยใบคะน้า หรือผักชีฝรั่ง ตามใจชอบ

*ข้อห้ามในการล้างพิษ*
น้ำหนัก ตัวของคุณต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
ตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมบุตร
เป็นโรคเบาหวานประเภทที่หนึ่ง
อยู่ระหว่างการรับยารักษาโรคไต
เป็นโรคตับขั้นรุงแรง

ที่มา : tlcthai.com/women

***กุยช่าย***

กุยช่าย อีกหนึ่งผักที่มีประโยชน์และสรรพคุณมาก ๆ จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ช่วยรักษาได้หลายโรคเลยทีเดียว

คุณค่าทางอาหารของกุยช่าย
ต้นกุยช่าย 100 กรัม ให้พลังงาน 28 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย ไขมัน 0.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.1 กรัม แคลเซียม 98 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 46 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 136.79 ไมโครกรัม เส้นใย 3.9 กรัม

ดอกกุยช่าย 100 กรัม ให้พลังงาน 38 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 6.3 กรัม แคลเซียม 31 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม เกล็ก 1.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 13 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 152.92 ไมโครกรัม เส้นใย 3.40 กรัม

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของกุยช่าย
- ต้นและใบ ใช้แก้โรคนิ่วโดยนำมาดตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าและสารส้มเล็กน้อยกรองเอาน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา เป็นยาแก้หวัด บำรุงกระดูก ทาท้องเด็ก แก้ท้องอืด และแก้ลมพิษ สตรีหลังคลอด หากกินแกงเลียงใบกุยช่ายจะช่วยเพิ่มน้ำนม

- เมล็ด เป็นยาขับพยาธิเส้นด้ายและพยาธิแส้ม้า นอกจากนี้กุยช่ายยังให้กากอาหารช่วยสร้างสมดุลแก่ระบบย่อยอาหารช่วยให้ท้องไม่ผูก

- แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม และแก้ท้องผูก โดยใช้ใบสดตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำดื่มหรือนำไปผัดรับประทาน เพราะกุยช่ายมีใยอาหารมากจึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี

- แก้อาการฟกช้ำ โดยใช้ใบสดตำละเอียดแล้วพอกบริเวณที่มีอาการเพื่อบรรเทาปวดและแก้อาการห้อเลือดได้

- แก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย โดยใช้เมล็ดแห้งต้มรับประทานหรือจะทำเป็นยาเม็ดรับประทานก็ได้

- รักษาโรคหูน้ำหนวก โดยใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสดทาในรูหู

- บำรุงน้ำนม คนไทยโบราณเชื่อว่า แม่ลูกอ่อนกินแกงเลียงใส่ผักกุยช่ายจะช่วยบำรุงน้ำนมได้ดี

ตำรับยาที่ใช้ได้แก่ หากถูกตีฟกช้ำเอากุยช่ายสดตำให้แหลกพอกบริเวณที่เป็นจะสามารถแก้อาการฟกช้ำ ห้อเลือดและแก้ปวดได้ หรือเวลาที่เป็นแผลมีหนองเรื้อรัง ใช้ใบสด ๆ ล้างให้สะอาดพอกที่แผลหรืออาจผสมดินสอพองในอัตราส่วนใบกุยช่าย 3 ส่วน ดินสองพอง 1 ส่วน บดให้ละเอียดจนเหลวข้นแล้วทาบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง ในกรณีที่บวมฟกช้ำเนื่องจากถูกกระแทก

ส่วนคนที่เป็นแผลริดสีดวงทวารก็แนะนำให้ใช้ใบกุยช่ายสด ๆ ใส่น้ำต้มให้ร้อน จากนั้นนั่งเหนือภาชนะเพื่อให้ไอรมจนน้ำอุ่นหรือใช้น้ำต้มล้างที่แผลวันละ 2 ครั้ง หรือจะใช้ใบหั่นฝอยคั่วให้ร้อนใช้ผ้าห่อมาประคบบริเวณที่เป็นจะทำให้หัวริดสีดวงหดเข้า

นอกจากฤทธิ์ลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแล้วยังเชื่อว่า ถ้าแมลงหรือตัวเห็บเข้าหูให้เอาน้ำคั้นกุยช่ายหยอดเข้าไปในหูจะทำให้แมลงหรือเห็บไต่ออกมาเองในกรณีนี้ห้ามใช้นิ้วหรือของแข็งแคะออก

กุยช่ายยังเป็นสมุนไพรที่ผู้หญิงควรรู้จักสรรพคุณในการใช้เป็นอย่างยิ่ง คือ ถ้าเมื่อใดมีอาการตกขาวคนจีนแนะนำให้เอาต้นกุยช่าย ไข่ไก่ น้ำตาลอ้อย ต้มรับประทาน เมื่อผู้หญิงเริ่มท้องก็ควรรับประทานใบกุยช่ายผัดกับตับหมู เมื่อท้องมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร เอาน้ำคั้นกุยช่ายครึ่งถ้วยและน้ำขิงอีกครึ่งถ้วยผสมกันและนำไปต้มจนเดือดแล้วเติมน้ำตาลตามใจชอบดื่นน้ำยาที่ได้

ถึงตอนคลอดมีอาการหมดสติเขาจะใช้ใบกุยช่ายสดสับให้ละเอียดใส่ในเหล้าที่ต้มเดือดแล้วกรอกเข้าไปในปาก หรือเมื่อหลังคลอดมีอาการวิงเวียนจะใช้ใบกุยช่ายสับละเอียดเอาใส่ขวดเติมน้ำส้มสายชูร้อน ๆ ลงไปแล้วใช้สูดดมแก้วิงเวียน

คนไทยเราเองเมื่อคลอดลูกแล้วคนโบราณว่า แม่ลูกอ่อนรับประทานผักหอมแป้น (กุยช่าย) แกงเลียงจะช่วยบำรุงน้ำนม ในกรณีที่มดลูกหย่อนหลังมีลูกก็ให้ใช้ใบสด ๆ ประคบหรือเอามาล้างที่อวัยวะเพศภายนอก

จะเห็นว่าสรรพคุณของกุยช่ายมีมากมายเหมาะกับทั้งท่านชายและท่านหญิง ท่านชายที่มีปัญหาหมดสมรรถภาพทางเพศหรือหลั่งเร็วกำลังเตรียมจะหาซื้อยาไวอากราก็น่าลองใช้สมุนไพรกุยช่ายดูบ้าง ไม่มีผลข้างเคียงอะไรทั้งยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย
หรือท่านหญิงที่กำลังท้องกำลังไส้ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ลองหันมาทำยาแก้แพ้ท้องที่แสนจะปลอดภัยและให้ประโยชน์กันดูบ้าง

ที่มา : women community

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

*** ตารางการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ ***

หากคุณคิดว่าการดื่มน้ำเป็นเรื่องไม่สำคัญ คุณไม่ผิดหรอกครับที่คิดอย่างนั้น แต่หากคุณอยากมีสุขภาพที่ดีลองทำตารางนี้ก็คงไม่เสียหายใช่มั้ยครับ 

น้ำที่ควรดื่มควรเป็นน้ำธรรมดาไม่เป็นน้ำที่ร้อนมากหรือที่เย็นจัด แต่ถ้าเป็นน้ำอุ่นๆ เล็กน้อยก็ควรดื่มในตอนเช้าเพราะจะให้การขับถ่ายของคุณดีขึ้น ลำไส้สะอาด หากไม่เชื่อลองทำดูสิครับ 

ระยะเวลาที่ดื่มน้ำ ใน 1 วัน อาจจะเปลี่ยนแปลงตารางให้เหมาะกับคุณเอง แต่ไม่ควรเปลี่ยนมากนะครับ เพราะอาจจะทำให้ตัวคุณเองสับสน

............................................

ตื่นนอนตอนเช้า ดื่มน้ำ 1 แก้ว
ตอนสาย ดื่มน้ำ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9.00 – 10.00 น)
ตอนบ่าย ดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาณ 13.00 – 14.00 น)
ตอนเย็น ดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาณ 19.00 – 20.00 น)
ก่อนเข้านอน ดื่มน้ำ 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายดีขึ้น รวมแล้วให้สามารถดื่มน้ำเปล่าได้วันละ 10 แก้ว นอกเหนือจากนั้น ท่านสามารถดื่มน้ำผลไม้, น้ำนม ฯลฯ ได้อีกไม่จำกัด
.............................................

*ข้อควรจำ*
ไม่จำเป็นต้องดื่มครั้งละ 2 – 3 แก้วติดต่อกันทันที ดื่มตามปรกติสบายๆ ผู้ที่ทำตามครั้งแรก ๆ อาจรู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย เป็นอาการปรกติธรรมดา ทั้งนี้เพราะผนังลำไส้ และกระเพาะอาหารขยายตัวขึ้นหากทำติดต่อกันเป็นประจำก็จะไม่มีอาการอีก สามารถดื่มได้ง่ายและเกิดความเคยชิน สดชื่น สบายที่ได้ดื่มน้ำมากๆ

ระยะแรก จะเกิดการปัสสาวะบ่อย ครั้งแรกๆ จะมีสีเหลืองข้นขุ่นกลิ่นฉุน เนื่องจากน้ำที่ดื่มไปชะล้างไตให้สะอาด ซึ่งไตเป็นเสมือนเครื่องกรองน้ำของร่างกาย ขจัดสิ่งตกค้างให้ออกไป

ไม่ควรดื่มน้ำมากก่อนที่จะรับประทานอาหาร ( ควรงดดื่มน้ำมากสักครึ่งชั่วโมงก่อนรับประทานอาหาร) และหลังจากรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ก็ไม่ควรดื่มน้ำมากๆ ทันที ในระหว่างการรับประทานอาหารไม่ควรดื่มน้ำตลอดเวลา เพราะการดื่มน้ำมากในระหว่างรับประทานอาหารจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง การย่อยเป็นไปได้ไม่ดี

การทานอาหารในแต่ละมื้อไม่ควร อิ่มจนแน่นท้องเกินไปควรให้อิ่มพอดีแล้วรับประทานผลไม้สดจะทำให้สะอาดคอ แล้วจิบน้ำตามนิดหน่อยท่านจะรู้สึกสบายท้องหลังจากนั้นสักครึ่งชั่วโมง จึงดื่มน้ำตามปรกติ 
***10 วิธีกินอย่างฉลาด***

ทราบหรือไม่ว่า วิธีกินอย่างฉลาดต้องปฏิบัติอย่างไร วันนี้เรามีมาฝาก…

1. กินพออิ่มด้วยการตักอาหารกะปริมาณพอดี เช่น ข้าวสวย 1-2 ทัพพี ผัก 4-6 ช้อน และน้ำสะอาด 1-2 แก้ว
2. ไม่กินทิ้งกินขว้าง
3. เลือกอาหารดีมีคุณค่าราคาถูก อาหารประเภทโปรตีนอาจใช้เต้าหู้หรือถั่วเมล็ดแห้งผสมรวมกับเนื้อสัตว์ เลือกกินอาหารที่มีในท้องถิ่น ผักพื้นบ้านที่หาง่าย
4. กินผักผลไม้ไทยแทนของหวาน โดยเฉพาะผลไม้ตามฤดูกาลจะมีราคาถูกและไม่มีน้ำตาลกะทิ ทำให้อ้วน
5. ลดการกินจุบจิบ
6. ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด ลดหรืองดเครื่องดื่มที่มีรสหวานต่าง ๆ
7. กินอาหารไทยจะมีราคาถูกและได้รับคุณค่าทางอาหารครบถ้วน
8. ลดการสั่งอาหารราคาพิเศษ เช่น การเพิ่มลูกชิ้น ข้าวหรือกับข้าว จะสิ้นเปลืองและทำให้อ้วน
9. งดการกินอาหารมื้อดึก
10. เคี้ยวอาหารช้า ๆ อย่ารีบร้อน จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วกว่า เพราะร่างกายของคนเราจะอิ่มเมื่อกินอาหารไปประมาณ 20 นาที

รู้อย่างนี้แล้ว หันมากินอาหารอย่างฉลาดกันดีกว่า ได้ทั้งประหยัดแถมสุขภาพยังดีอีกด้วย
***10 ข้อผิดพลาดของการรับประทานอาหารผิดวิธี***
สำหรับผู้ป่วยต้องการลดน้ำหนัก

ข่าวคราวจาก เอบีซีนิวส์ ดอท คอม รายงานว่า ลินดา บลาร์เจสกี้ นักโภชนาการ ที่มหาวิทยาลัยโอเรกอน และ เอบบี้ นักโภชนาการจากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยในรัฐอริโชนาของสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาข้อมูล และสรุปถึงข้อปฏิบัติที่ผิดพลาด 10 ข้อสำหรับการรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เรามาดูกันว่าจะตรงกับคนไทยบ้างหรือไม่

1. เลือกรับประทานแต่อาหารที่ชอบ
การเลือกรับประทาน แต่ที่ชอบโดยไม่ระมัดระวัง จะทำให้ รับประทานอาหารนั้นต่อไปได้เรื่อย จนลืมว่าเราต้องการลดน้ำหนัก

2. อดอาหารมากเกินไป
หากมัวเข้มงวดในการควบคุม แคลอรี่ในร่างกายมากเกินไป ก็จะยิ่งเป็นการกระตุ้น ให้ร่างกายเกิดความหิว และอยากอาหารมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล

3. ไม่มีจุดยืนหรือเป้าหมายที่แน่ชัด
หากอยากลดน้ำหนัก ด้วยการควบคุมอาหาร ก็ควรตั้งเป้าหมายไว้ เช่น เขียนไว้ในบันทึกว่า จะลดน้ำหนักลงเท่าไร อย่างไร และกระทำตามนั้น แต่เป้าหมายดังกล่าว ต้องเป็นเป้าหมายที่เราทำได้ด้วย

4. ดื่มเครื่องดื่มที่มี แคลอรีสูง
การดื่มไวน์แดง ร่วมกับการรับประทานอาหารค่ำ การดื่มนมไร้ไขมัน หรือน้ำผลไม้ระหว่างวัน ก็ให้แคลอรีสูง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการลดน้ำหนัก ดังนั้น ผู้ที่ลดน้ำหนัก จึงควรดื่มน้ำเปล่าดีกว่า หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวก็ได้

5. ไม่ยอมออกกำลังกาย
ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก จะต้องจำไว้ว่า สิ่งสำคัญในการลดน้ำหนักให้ได้ผล คือ ต้องเพิ่มจำนวนแคลอรี่ที่ใช้ในร่างกาย ซึ่งการบริหารร่างกาย จะมีส่วนช่วยให้เกิดการใช้แคลอรี่มากขึ้น

6. ความเครียด
เป็นอุปสรรคสำคัญของการลดน้ำหนัก บางคนลดไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเครียดจัด อาจกลับมารับประทานอาหารมากขึ้น

7. ให้รางวัลกับตนเองด้วยอาหาร
บางคนลืมตัวไปว่ากำลังควบคุมอาหาร พอเห็นว่าแผนลดน้ำหนักเริ่มได้ผล ก็เริ่มรับประทานอาหารมากขึ้น นักวิจัยบอกว่า น่าจะให้รางวัล โดยการลดอาหารดูบ้าง

8. การเลี่ยนแปลงตนเองมากเกินไป
เหตุผลอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล คือการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกสิ่งทุกอย่าง มากเกินไปในเวลาเดียวกัน เช่น เป็นคนชอบรับประทานเนื้อสัตว์มากๆ แต่หันมาเปลี่ยนเป็นมังสวิรัติในเวลาอันสั้น

9. ไม่ยอมเปลี่ยนความคิดใหม่
ควรคิดอยู่เสมอว่า การลดน้ำหนักเพื่อทำให้สุขภาพดี ทำให้เราอยากเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง

10. ทำตัวแบบเดิม
บางคนไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอาหารการกิน หรือเปลี่ยนแปลงการทำกิจกรรม ถ้าลองเปลี่ยนแปลงแปลงอาหารการกิน การทำกิจกรรม และการดำเนินชีวิตดูบ้าง ก็จะสามารถรักษารูปร่าง และสุขภาพของตนเองไว้ได้

ที่มา : tlcthai.com/woman