วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

เบียร์มีประโยชน์หรือไม่ 

มีผลการศึกษาที่ออกมาพบว่า เบียร์ที่เราดื่มนี่แหละมีประโยชน์ต่อสุขภาพเหมือนไวน์ การดื่มเบียร์พอประมาณในแต่ละวัน (2 แก้วต่อวัน) และยังช่วยลดอาการหัวใจวาย และเป็นการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย ผลการศึกษาว่าคนฝรั่งเศลมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและโรคอ้วนต่ำกว่าคนชาติอื่นๆ เนื่องจากการดื่มไวน์ประจำ แต่เป็นเรื่องที่แปลกเป็นอย่างมากว่า ประโยชน์ของเบียร์และคุณค่าของเบียร์ต่อสุขภาพนั้นไม่ได้รับการเผยแพร่มากเหมือนไวน์

จิม แอนเดอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญไวน์กล่าวไว้ เมื่อเปรียบเทียบวัตถุดิบที่ใช้ในการทำเบียร์และไวน์ จะพบว่าไวน์นั้นทำมาจากองุ่น น้ำ และยีสต์ องุ่นเมื่อผ่านการหมักจะกลายเป็นน้ำตาล ไฟเบอร์และโครเมี่ยม แต่สารพวกนี้จะเสื่อมสลายไประหว่างขบวนการหมักและกรองไวน์ ในยีสต์นั้นอุดมไปด้วยวิตามินบีนานาชนิด แต่ก็จะไม่เหลือวิตามินเลยเมื่อผ่านกระบวนการกรองและบรรจุก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

เบียร์ ผลิตมาจากธัญพืช น้ำและยีสต์ ธัญพืชที่ใช้บ่อยที่สุดในการผลิตเบียร์ก็คือ บาร์เลย์และวีท (อุตสาหกรรมเบียร์ราคาถูกจะใช้ ข้าวโพดและข้าวทดแทน) ซึ่ง อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่ไม่ถูกทำลายระหว่างกระบวนการหมักและกรอง และคุณค่าวิตามินต่างๆ จากยีสต์ก็ยังคงอยู่กับผลิตภัณ์เมื่อนำออกสู่ตลาด

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของเบียร์

เรื่องที่ 1 : กันยายนปี 1999 วารสาร ดิ นิวอิงแลนด์ เจอร์แนล ออฟ เมดิซีน ได้ลงบทความเกี่ยวกับผลของการดื่มเบียร์แต่พอประมาณจะช่วยลดอาการโรคหัวใจในกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงได้ถึง 20% บทความยังกล่าวว่าการดื่มเบียร์เป็นประจำทุกวันหรืออาทิตย์ละครั้งในขนาดเบียร์ 1 ขวด ไม่มีความแตกต่างในการลดความเสี่ยงของอาการหัวใจวาย

เรื่องที่ 2 : มหาวิทยาลัย เท็กซัส เซ้าท์เวสเทิร์น เมดิคัล เซ็นเตอร์ ใน ดัลลัส พฤษภาคม 1999) รายงานว่าการดื่มเบียร์ในปริมาณพอประมาณจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจ 30-40% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มเลย (เบียร์มีการโพลีฟินอล ซึ่งเป็นแอนตี้อ๊อกซิเด้น เหมือนไวน์แดงและมีสารตัวนี้มาากว่าไวน์ขาวถึง 4-5 เท่า)

เรื่องที่ 3 : แอลกอฮอลมีผลในการช่วยเพิ่มคอลเรสตอรอลดี (HDL) ในเส้นเลือดและช่วยป้องกันการก่อตัวเป็นลิ่มของเลือด

เรื่อง 4 : เบียร์เต็มไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยลดการก่อตัวของ กรดอิมิโน โฮโมซิสตีน ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดของโรคหัวใจ คนที่ร่างกายมีกรดตัวนี้สูงจึงมีโอกาสเสี่ยงสูงในการเป็นโรคหัวใจ

เรื่องที่ 5 : ผลการศึกษาใหม่จาก TNO Nutrition and Food Research Institute in Utrecht กล่าวว่าการดื่มเบียร์ไม่ช่วยลดระดับ กรดอิมิโน โฮโมซิสตีน แต่การดื่มไวน์และสรุาประเภทอื่นจะทำให้กรดตัวนี้เพิ่มสูงถึง 10%

เรื่องที่ 6 : เบียร์สามารถเพิ่มวิตามินบี 6 ให้กับพลาสม่าในเลือดถึง 30% ซึ่งเป็นสิ่งที่ไวน์และสุราประเภทอื่นไม่สามารถให้ได้

เรื่องที่ 7 : เบียร์ปราศจากทั้งไขมันและคอลเรสเตอรอล

เรื่องที่ 8 : เบียร์มีผลในการผ่อนคลายจึงช่วยลดอาการเครียดและช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

เรื่องที่ 9 : เบียร์ให้ผลในแง่บวกแก่ผู้สูงอายุ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี หลับสบายและปัสสาวะคล่อง

มาถึงตอนนี้หลายๆท่านอ่านแล้วรู้ว่า มีดีเกินความเป็นจริงไปหรือเปล่า แต่นี่คือเรื่องจริงค่ะ ในสมัยกรีกโบราณนับย้อนหลังไปครั้งอียีปต์โบราณที่ใช้เบียร์ในการรักษาโรคบางชนิด



ดื่มเบียร์ทำให้อ้วน จริงหรือไม่?

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไม่คนไทยถึงเปรียบเทียบคนที่มีหุ่นตุ้ยนุ้ยว่าอ้วนเหมือนตุ่มเหมือนโอ่ง แล้วทำไมฝรั่งมังค่าเขาถึงบอกว่าคนที่มีพุงพลุ้ยเนี่ยอ้วนเพราะเบียร์ วันนี้นักวิจัยกลุ่มหนึ่งเขาเกิดพบว่า การบอกว่าคนเรานั้นอ้วนเพราะเบียร์เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

นักวิจัยจากอังกฤษและสาธารณรัฐเช็กเกิดนึกสงสัยในคำเรียกขานดังกล่าวจึงได้ทำการสำรวจชาวเช็กเกือบ 2,000 คน ซึ่งเป็นที่รู้โดยทั่วกันว่าชาวเช็กนั้นเป็นนักดื่มเบียร์ตัวยง เพราะปริมาณการดื่มเบียร์ของชาวเช็กต่อคนนั้นมากกว่าคนชาติอื่น แล้วคณะวิจัยก็ได้พบว่า การมีพุงกับการดื่มเบียร์ปริมาณมากๆ ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ดังนั้นการบอกว่าคนเราจะอ้วนเพราะดื่มเบียร์จึงเป็นการไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ดร.มาร์ติน โบบัค จากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน (University College London) และคณะวิจัยจากอินสติติวต์ ออฟ คลินิกคอล แอนด์ เอ็กซ์เพอริเมนทอล เมดิซีน (Institute of Clinical and Experimental Medicine) ในกรุงปราก ได้ให้หญิง 1,098 คน และชาย 891 คน ที่มีอายุระหว่าง 25 ถึง 64 ปี ทำแบบสอบถาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา โดยไม่มีการกล่าวถึงเครื่องดื่มอื่นๆ ทั้งสิ้น

จากการสำรวจพบว่า ชายชาวเช็กจะดื่มเบียร์โดยเฉลี่ยราว 3.1 ลิตรต่อสัปดาห์ ขณะที่ผู้หญิงจะดื่ม 0.3 ลิตรต่อสัปดาห์ โดยในจำนวนนี้มีชายอยู่ 3 คนที่ดื่มเบียร์อย่างหนัก คือดื่มราว 14 ลิตรต่อสัปดาห์ และมีหญิงเพียง 5 คนที่ดื่มถึง 7 ลิตรต่อสัปดาห์ โดยก่อนและหลังการดื่มเบียร์ คณะวิจัยจะให้แพทย์วัดขนาดของเอว และสะโพก ชั่งน้ำหนัก และบันทึกดัชนีมวลรวมของอาสาสมัครไว้ตรวจสอบด้วย

และคณะวิจัยก็พบว่า การมีพุงไม่เกี่ยวข้องกับการดื่มเบียร์เลยสักนิด โดยกล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้ของเขาชี้ให้เห็นว่า การกล่าวอ้างว่าคนอ้วนหรือมีพุงเพราะการดื่มเบียร์มากเกินไปจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ด้านนักวิจัยจากอิตาลีชี้ว่า ผู้ชายทุกคนมีแนวโน้มที่จะอ้วนลงพุงได้ ตามความผันแปรของยีนของแต่ละคน ขณะที่ไนเจล เดนบี จากสมาคมโภชนาการแห่งอังกฤษกล่าวว่า ผู้ที่ได้รู้ข่าวนี้ก็ไม่ควรวิ่งแจ้นเข้าผับเข้าบาร์หรือไปหาลานเบียร์เพื่อซดเบียร์ให้หายอยาก เพราะไม่ว่าจะรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดใดก็ตามที่ผสมแอลกอฮอล์ก็สามารถอ้วนได้หากรับประทานมากเกินไป และหากต้องการดื่มจริงๆ ก็ควรดื่มแต่พอดี

การดื่มเบียร์เราควรที่จะรู้ประมาณในการรับประทาน และในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ หากรับบประทานเกินความจำเป็นก็จะเป็นโทษได้นะคะ ดังนั้นเราควรจะรู้จักปริมาณของการดื่ม ถ้าดื่มมากเกินความจำเป็นนั่นคือ เป็นโทษแน่นอน

ประโยชนของเบียร์ต่อร่างกายยังมีเพิ่มเติมอีกไหมเรามาดูกันเพิ่มเติมครับ

ป้องกันโรคหัวใจ : จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม 40-60% (แต่ไม่ควรดื่มเกินวันละครึ่งลิตรต่อวันครับ)
ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ์อัมพาต : สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุตตัน
ช่วยลดความดันโลหิต : แพทย์ชาวฮอลแลน์ด์ และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้
ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ : ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวารเหตุผลก็คือ เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรงจำดีนักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์
ช่วยให้กระดูกแข็งแรง : เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูกสามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน (แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น)
ช่วยให้อายุยืน : จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่าผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1-2 แก้ว มักจะมีอายุยืนยาวเนื่องจากเบียร์มีสารป้องกันโรคหัวใจ
ป้องกันท้องร่วง : โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกับกรมนมและน้ำส้มสายชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วมไม่ให้แพร่ เชื้อจนท้องเสีย
ต้านความเครียด : นักวิชาการมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร
ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต : นักวิชาการจากเมื่องเฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกสีเซียมซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้ถึง 40%
ช่วยต้านมะเร็ง : เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการดักจับอนุมูลอิสระต้วร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟินอยด์ หลัก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยังโปรตีนทีช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง
ช่วยให้ผิวสวย : ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามันบี 3 และไนอาซินซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเชลล์ผิวใหม่ช่วยสร้างคอลลาเจลและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนอ่อนนุ่ม


ประโยชน์ของเบียร์ที่น่าทึ่

ประคบเอ็นร้อยหวายด้วยเบียร์กระป๋อง
เบียร์กระป๋องเย็นๆใช้ช่วยประคบกล้ามเนื้อ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดได้เช่นเดียวกับถุงน้ำแข็ง ด้วยการนำกระป๋องเบียร์ที่แช่เย็นไปประคบส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เจ็บปวดเนื่องจากความเมื่อยล้า ต้นคอ หรืออาการปวดหัว ก็สามารถทำได้ครับ

หมากรุกเบียร์
กระป๋องเบียร์หรือขวดเบียร์สามารถนำมาใช้เป็นตัวเดินหมากรุกเบียร์ได้ มีวิธีง่ายๆ โดยใช้กระดาษแข็งวางซ้อนกระดาษลายกระดานหมากรุก ส่วนกฎกติกาการเล่นก็เหมือนกับการเล่นหมากรุกทั่วไป แต่พิเศากว่าก็คือ เราสามารถดื่มตัวหมากรุกได้ด้วย

ใช้ดับไฟ
ในกรณีที่คุณไม่มีเครื่องดับเพลิงอยู่ใกล้ๆ เบียร์สักกระป๋องนำมาใช้แทนได้อย่างดี เพียงแค่เขย่ากระป๋องเบียร์เล็กน้อยและราดลงไปบนไฟ (แต่เหมาะเฉพาะสำหรับไฟเล็กๆ น้อยเท่านั้น) หากไฟลุกไหม้บนตะแกรงปิ้งอาหาร อย่าเผลอเอาเบียร์ไปดับเพลิงที่มีขนาดใหญ่เชียวครับ

ใช้ในการหมักเนื้อ
เบียร์มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เราจึงสามารถนำไปหมักเนื้อได้ เบียร์จะทำให้เนื้อที่เหนียวนุ่มลง และข้อดีอีกอย่างสำหรับการหมักเนื้อด้วยเบียร์คือ มันจะไม่ทำให้รสชาติของเนื้อเปลี่ยนไปด้วย

วิธีการหมักก็คือ ใช้ส้อมจิ้มๆเนื้อให้เป็นรูๆ เล็กน้อย จากนั้นทำไปใส่ในกล่องที่มีฝาปิดแล้วเติมใส่เบียร์เข้าไปสักพอประมาณและนำไปแช่ไว้ในตู้เย็นประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือหากต้องการให้เบียร์ซึมเข้าเนื้อดีขึ้น ควรนำไปแช่ในช่องแช่แข็งไว้ข้ามคืนก่อนนำมาปรุงอาหาร

ปลอดล็อกที่ขึ้นสนิมด้วยเบียร์
ถ้าตัวล็อกประตูของคุณขึ้นสนิมจนเปิดไม่ออก ลองนำเบียร์ราดลงไป แล้วทิ้งไว้สักครู่ คาร์บอเนตในเบียร์จะช่วยละลายสนิมที่ติดอยุ่ได้ครับ

ปลุกชีพให้กับหญ้าที่ตายแล้
น้ำตาลหมักในเบียร์มีคุณสมบัติกระตุ้นการเจริฐเติบโตของพืชและฆ่าเชื้อราได้ลองพ่นเบียร์ลงไปตรงจุดที่หญ้าเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลในสนามหญ้าที่ตายจะดูดซับพลังงานจากน้ำดาลหมักในเบียร์ ทำให้หญ้าคืนมาเขียวได้อีกครั้ง

หาทิศทางในยามจำเป็น (เข็มทิศหาย หลงทาง)
ในกรณที่คุณหลงป่า เข็มทิศก็ดันมาหายอีกละของติดตัวมีเพียงเบียร์กระป๋องเท่านั้นจะทำอย่างไรดี เข็มเย็บผ้า + ชามในเล็ก และชุดชั้นใน (ที่ยังไม่ได้ใส่ 555++) เราสามารถหาทิศทางได้โดย ขั้นแรกให้เทเบียร์ลงไปในชามเล็ก และปล่อยให้หมดฟอง จากนั้นถูกเข็มไปมาลงบนชุดชั้นใน (ว่าแต่ว่าใช้อย่างอื่นไม่ได้เหรอ ต้องวานผู้รู้มาตอบแล้ว) เพื่อให้เกิดไฟฟ้าสถิต แล้วนำเข็มไปลอยในชามที่ใส่เบียร์เข็มจะหยุดแล้วชี้นไปทางทิศเหนือ (อันนี้ต้องนำไปทดลองดูก่อน หากท่านผู้ใดนำไปทดลองแล้วได้ผลอย่างไร ช่วยกรุณามาโพสแจ้งด้วย ว่าทำได้จริงหรือเปล่า)

เบียร์แต่งและบำรุงผม
เบียร์ 2 – 3 หยด สามารถนำมาใช้ในการแต่งผมได้ เนื่องจากคุณสมบัติที่เหนียวหนะพอๆ กับเจลแต่งผม และยังสามารถทำให้ผมเราสวยได้ ผมที่ลีบแบน จะพองตัวหนาขึ้น และมีสุขภาพผมที่ดีขึ้น ซึ่งวิธีก็มีอยู่ว่า หลังจากสระผมเสร็จแล้วทำการเบียร์ลงบนเส้นผมพอหมาดๆ ขยี้ให้ทั่วทั้งศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

นอกจากเบียร์จะช่วยให้ผมสวยหนาขึ้นพองขึ้นแล้ว เบียร์ยังมีคุณสมบัติดีท๊อกอีกด้วย เบียร์สามารถขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมได้อีกด้วย เพียงอาทิตย์ละครั้ง ผมของเราก็จะเริ่มมีสุขภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เคล็ดลับง่ายของทำดู

แก้การนอนกรน
ลองนำเบียร์กระป๋องใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อและกลัดไว้ด้วยเข็มกลัดจากนั้นก็นอน แต่ต้องใส่กลับข้างก็คือเอาด้านหน้าของเสื้อที่มีอยู่ในกระเป๋ามาใส่เป็นด้านหลังแทน เพราะนักวิจัยพบว่า คนเรามักจะกรนเวลาที่นอนงาย กระป๋องเบียร์อยู่ด้านหลังจะช่วยไม่ให้คุณพลิกตัวมานอนหงายได้ง่ายๆครับ



ดูแล้วเบียร์นั้นมีประโยชน์มากมายเลยนะคะ แต่การที่จะเป็นประโยชน์นั้น คือ การรับประทานในอัตราที่เหมาะสม พอเหมาะพอควร หาดื่มในปริมาณที่มากเกินไป หรือมากเกินความจำเป็นเบียร์ก็สามารถให้โทษกับเราได้เหมือนกัน ของทุกอย่างที่มีประโยชน์ก็มีโทษอยู่ในตัวมันเองด้วย ของบางอย่างที่เหมือนจะมีโทษ แต่ก็ยังมีประโยชน์ในตัวมันเองด้วยเช่นกัน ดังนั้น อย่าลืมนะคะ ใช้ในดื่ม กิน ในปริมาณที่เหมาะสม จะเป็นการดีที่สุดครับ

ขอบคุณข้อมูล
credit by ohozaa.com
ประโยชน์ของมะละกอ

มะละกอในฐานะผักพื้นบ้าน

มะละกอถูกนำมาใช้บริโภคเป็นผักได้หลายส่วนด้วยกัน เช่น ผล(ดิบ) ยอด ใบ และลำต้น ส่วนที่ใช้มากที่สุด คือ ผลดิบ ซึ่งอาจใช้บริโภคดิบก็ได้ เช่น นำมาปรุงตำส้มที่ชาวไทยรู้จักดี หรือนำมาทำให้สุกเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นต้ม (หรือต้มกะทิ) เป็นผักจิ้ม แกงส้ม ต้มกับเนื้อ ฯลฯ นอกจากนี้ยังนำเนื้อมะละกอดิบมาดองกับน้ำส้มเป็นผักดอง หรือนำเนื้อมะละกอมาดองเกลือ ตากแห้ง เป็นตังฉ่าย ใช้ปรุงอาหารจีนก็ได้

ยอดอ่อนและใบมะละกอ ก็นำมาใช้ปรุงอาหารเป็นผักได้เช่นเดียวกัน แต่ในเมืองไทยยังไม่นิยมกัน อาจจะเป็นเพราะรังเกียจความขมหรือยางในใบและยอด แต่ในหลายประเทศนิยมกันมาก เช่น บนเกาะชวาประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น ข้อดีประการหนึ่งของการนำใบและยอด มะละกอมาบริโภคเป็นผัก ก็คือ มีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ชนิดต่างๆ จึงอยากขอฝากให้ชาวไทยที่มีฝีมือในการปรุงอาหาร ช่วยนำใบและยอดมะละกอมาทดลองประกอบอาหาร ให้ มีรสชาติที่คนไทยยอมรับ เป็นอาหารไทยชนิดหนึ่งได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในอนาคตมาก

ในส่วนลำต้นมะละกอนั้น เมื่อปอกเปลือกด้านนอกออก จะได้เนื้อภายในที่มีสีขาวครีมและค่อนข้างอ่อนนุ่ม คล้านเนื้อผักกาดหัวจีน (ไชเท้า) จึงสามารถนำมาปรุงอาหารได้เช่นเดียวกับผักกาดหัว โดยเฉพาะนำมาดองเค็ม ตากแห้ง เหมือนหัวผักกาดเค็ม (ไชโป๊) มะละกอนับเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่ง เช่น เนื้อในผลซึ่งแม้คุณค่าจะด้อยกว่าใบและยอด แต่ก็นับว่าสูงโดยเฉพาะวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี แร่ธาตุเหล็ก และแคลเซียม เป็นต้น

ประโยชน์ด้านอื่นๆ ของมะละกอ

ในต่างประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักมะละกอในฐานะผัก เพราะมะละกอสุกเป็นผลไม้ที่ดีมากชนิดหนึ่ง เป็นที่นิยมกินกันทั่วโลกไม่เฉพาะในเขตร้อนที่ปลูกมะละกอได้เท่านั้น แต่ยังนำเข้าไปในประเทศเขตอบอุ่นที่ปลูกมะละกอไม่ได้อีกด้วย มะละกอสุกสามารถกินสด บรรจุกระป๋อง นำไปทำแยม และทำน้ำผลไม้ได้ดี มีรสอร่อย สีสวยน่ากิน คุณค่าทางโภชนาการสูง มีคุณค่าทางสมุนไพร มีผลให้กินตลอดปี ผลิตได้ง่าย ราคาไม่แพง ฯลฯ มะละกอมีความสำคัญมากในอุตสาหกรรมผลิตเอนไซม์ปาเปอีน (papain) ซึ่งเป็นเอนไซม์ช่วยย่อยอาหารหมัก ทำให้เนท้อเปื่อยนุ่ม ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นต้น

เอนไซม์ปาเปอีนได้จากยางมะละกอ ซึ่งกรีดแผลบนผลมะละกอดิบแล้วปล่อยให้แห้ง นำยางมะละกอแห้งมาสกัดเอนไซม์ปาเปอีน และเอนไซม์อื่นๆ บางชนิด ยางมะละกอนี้แม่บ้านชาวไทยรู้จักนำมาใช้ประโยชน์นานแล้ว เช่น ใช้หมักเนื้อให้อ่อนนุ่ม ใส่ในต้มแกงให้เนื้อเปื่อยยุ่ย เป็นต้น

มะละกอมีคุณค่าด้านสมุนไพรมากมายแทบทุกส่วนของพืชชนิดนี้ เช่น

ยาง แก้ปวดฟัน ถ่ายพยาธิไส้เดือน กัดหูด ใช้ลบรอยฝ้าบนใบหน้า
ราก ต้มกินขับปัสสาวะ
เมล็ดแก่ ถ่ายพยาธิ แก้กระหายน้ำ
ใบ บำรุงหัวใจ
ผลดิบ เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับปัสสาวะ
ผลสุก บำรุงธาตุ แก้ธาตุไม่ปกติ แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ
ในสมัยก่อนหมอดูมักใช้กระดานหมอดู ที่ทำจากเปลือกมะละกอ โดยการทุบเปลือกแยกเนื้อออกจนหมด เหลือแต่เส้นใยแล้วลงรักและเขม่าจนแข็งดำ ตากให้แห้ง ก็จะได้แผ่นกระดานดำที่เบาและทนทานมาก

ตำราการปลูกต้นไม้ในบ้านบางฉบับ มีข้อห้ามมิให้ปลูกมะละกอในบริเวณบ้าน เพราะถือตามเสียง ซึ่งมีความหมายคล้ายคลึงกับคำที่ว่า อัปมงคล คือ มะละกอ มีคำว่า “มะละ” พ้องกับบคำว่า “มร” (มะระ) ซึ่งแปลว่า ตาย จึงถือว่าเป็นอัปมงคล(คล้ายลั่นทมที่คล้ายคำว่า “ระทม”) แต่เท่าที่สังเกตดูทั่วไปในปัจจุบันพบว่า ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่ถือตามตำราฉบับนี้ จึงปลูกมะละกอในบริเวณบ้านกันทั่วไป

แม้แต่ในสมุดคู่มือว่าด้วยการทำสวนครัวที่พิมพ์แจกเมื่อปี พ.ศ.2482 ในช่วงจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และรณรงค์ให้ชาวไทยทำสวนครัวกันอย่างจริงจั งในสมุดคู่มือเล่นนั้นแนะนำให้ปลูกมะละกอเอาไว้ในบริเวณบ้าน โดยย่กย้องมะละกอว่า “เป็นอาหารอย่างดี หาที่เปรียบได้ยาก” คำยกย่องนั้นยังคงใช้ได้อยู่จนกระทั่งวันนี้

หากท่านผู้อ่านเห็นคุณประโยชน์ของมะละกอ ก็ขอให้ช่วยกันปลูกตามกำลังที่จะทำได้ ถ้าปลูกไม่ได้ก็อาจช่วยโดยการหาซื้อมะละกอมาบริโภคให้มากขึ้น เพื่อเกษตรกรไทยจะมีรายได้จากมะละกอเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูล นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 179

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ข้อเท้าเทียม

ในปัจจจุบันนี้คนไทยไม่มากก็น้อยคงจะรู้จักหรืออย่างน้อยก็เคยได้ยินเกี่ยว กับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกกันมาบ้างแล้ว ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ได้รับการผ่าตัดแก้ไขเปลี่ยนผิวข้อเข่าหรือข้อสะโพก คือ การเสื่อมของผิวกระดูกบริเวณดังกล่าวอันเป็นผลเนื่องมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว นอกเหนือไปจากข้อเข่าและข้อสะโพกแล้วยังมีข้อต่อที่สำคัญอีกหนึ่งข้อที่อาจ
 เกิดปัญหาได้เช่นเดียวกัน คือ ข้อเท้า ซึ่งอาจเป็นบริเวณที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามและไม่ค่อยให้ความสำคัญในการดูแล รักษาเท่าที่ควร
ข้อเท้า เป็นข้อต่อที่รองรับการใช้งานอย่างหนักแต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามและไม่ให้ ความสำคัญในการดูแลเอาใจใส่ให้เหมาะสมในการใช้งาน จากผลการศึกษาพบว่าผู้ชายน้ำหนัก 80 กิโลกรัม เดินเฉลี่ย 8,000 ก้าวต่อวัน ข้อเท้าจะรับน้ำหนักรวมเฉลี่ยมากถึง 1,000 ตันต่อวัน
ข้อเท้าเทียม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ป่วยที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อเท้าเสื่อมซึ่ง เป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆที่ได้กล่าวมา ข้อเท้าเทียมนั้นถูกพัฒนาขึ้นเป็นเวลา 30 ปีมาแล้ว แต่เนื่องมาจากคุณภาพและรูปแบบของข้อเท้าเทียมในสมัยแรกๆนั้นยังไม่เป็นที่ ยอมรับ จนทำให้การผ่าตัดในช่วงแรกๆล้มเหลวทั้งหมด หลังจากนั้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ได้มีการพัฒนาข้อเท้าเทียมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนวัสดุและรูปแบบของข้อเท้าเทียมให้มีลักษณะใกล้ เคียงกับข้อเท้าของมนุษย์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้มีการออกแบบให้เกิดการเชื่อมตัวกันระหว่างกระดูกของผู้ป่วยกับข้อ เท้าเทียม โดยไม่ต้องใช้ปูนเชื่อมกระดูก ( Bone cement ) ดังเช่นในอดีต ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวเป็เทคโนโลยีเดียวที่ใช้กับข้อเข่าเทียมและข้อสะโพก เทียมในปัจจุบัน ตั้งแต่นั้นมาข้อเท้าเทียมก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นและผลที่ตามมาหลังการผ่า ตัดก็ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมหลายอย่างได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ถีบจักรยาน ว่ายน้ำหรือแม้กระทั่งการวิ่งเบาๆ
โดยทั่วไปการรักษาอาการปวดข้อเท้าเรื้อรังอันเป็นผลมาจากการเสื่อมของ ผิวกระดูกข้อเท้านั้น สามารถทำได้สองวิธี คือ การเข้ารับการผ่าตัดเชื่อมกระดูกข้อเท้า ( Arthodesis หรือ Ankle fusion ) และการผ่าตัดเพื่อใส่ข้อเท้าเทียม ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียมถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางเลือก หนึ่ง โดยในประเทศไทยนั้นศัลยแพทย์ออโธปิดิกส์ ( ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูก) สามารถให้คำปรึกษาและแนะนำผู้ป่วยเพื่อให้สอดคล้องกับอาการและสภาพร่างกาย ของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี
การรักษาวิธีแรก คือ การผ่าตัดเพื่อเชื่อมกระดูกข้อเท้า เป็นการรักษาที่นิยมกันมากในการแก้ปัญหาอาการปวดข้อเท้าตั้งแต่อดีต เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าและเป็นทางเลือกเดียวในการรักษามานานนับสิบ ปี ผูัป่วยจะหายจากอาการปวดข้อเท้าหลังจากการรักษาก็จริง แต่ผลที่ตามมาคือ ผู้ป่วยไม่สามารถขยับข้อเท้าได้ดังเดิม การเคลื่อนไหวลดลงเนื่องจากไม่สามารถขยับ งอ หรือบิดข้อเท้าได้อีกต่อไป นอกเหนือไปจากนั้นงานวิจัยยังแสดงถึงปัญหาที่ตามมาหลังการผ่าตัดเชื่อม กระดูกข้อเท้า โดยจะทำให้เกิดการเสื่อมตัวลงอย่างรวดเร็วของข้อกระดูกถัดๆไปจากกระดูกข้อ เท้าในระยะเวลา 10 ปี เนื่องจากการพยายามปรับตัวของกระดูกข้อต่างๆให้เข้ากับกระดูกข้อเท้าที่ได้ รับการผ่าตัดเชื่อมกันจนทำให้สูญเสียความยืดหยุ่นและความสามารถในการเคลื่อน ที่ ทั้งนี้ข้อต่อต่างๆที่อยู่ถัดจากข้อเท้าที่เชื่อแล้วยังต้องรับภาระในการทำ หน้าที่ทดแทนข้อเท้ามากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการเสื่อมของข้อต่างๆตามมาในที่สุด
การรักษาวิธีถัดมา ที่เริ่มเป็นที่นิยมและเข้ามาทดแทนการรักษาวิธีแรกก็คือ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียมนั่นเอง โดยเป็นทางเลือกที่เหนือกว่าทั้งในด้านใช้งานที่ทำให้เกิดการเคลื่อน ไหวอย่างอิสระมากยิ่งขึ้น และผลที่ตามมาหลังการรักษาโดยไม่ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของกระดูกข้อถัดๆไป อีกทั้งหากเกิดการเสื่อมของข้อเท้าเทียมที่ผ่าตัดไปหลังจากมีการใช้งานหรือ มีปัญหาใดๆตามมา ศัลยแพทย์กระดูกยังสามารถเปลี่ยนกลับไปรักษาด้วยการผ่าตัดเชื่อมกระดูกข้อ เท้าได้ในภายหลัง
อย่างไรก็ดีผู้ป่วยบางคนอาจไม่สามารถทำการรักษาโดยเปลี่ยนกระดูกข้อเท้าได้ เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีโรคประจำตัวหรือสภาพของร่างกายบางอย่างที่ไม่เหมาะสม เช่น ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน หรือมีภาวะเลือดไปหล่อเลี้ยงเท้าหรือขาไม่เพียงพอ เพราะสภาวะเหล่านี้อาจรบกวนผลการรักษาและมีผลต่ออายุการใช้งานของข้อเท้า เทียม ทั้งนี้สภาวะแวดล้อมต่างๆขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศัลยแพทย์ที่ทำการตรวจ รักษา
ปัจจุบันนี้ศัลยแพทย์กระดูกของประเทศไทยเริ่มให้ความสนใจกับกระดูกเท้าและ ข้อเท้ามากยิ่งขึ้น จนได้เกิด อนุสาขาออร์โธปิดิกส์เท้าและข้อเท้า ขึ้นในราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและผลิตบุคลากรทางการแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่มีความรู้ความ สามารถเฉพาะทางด้านกระดูกเท้าและข้อเท้า เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนชาวไทย
หากท่านมีสงสัยหรืออาการเกี่ยวข้องกับกระดูกเท้าและข้อเท้า ท่านสามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเท้าและข้อเท้าได้ ในโรงพยาบาลดังต่อไปนี้ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลพระราม 9 และโรงพยาบาลวิชัยยุทธ โดยจำนวนแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกเท้าและข้อเท้านั้นจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
ภาวะหัวแม่เท้าเอียง (Hallux Valgus หรือ Bunion) เป็น ภาวะความผิด รูปของนิ้วหัวแม่เท้าที่ส่วนปลายเอียงออกด้านนอกเข้าหานิ้วชี้ และโคนนิ้วหัวแม่เท้าเอียงเข้าด้านในแยกออกจากนิ้วอื่นทำให้ปลายเท้า แบนกว้างขึ้น เมื่อเป็นมากขึ้นปลายนิ้วหัวแม่เท้าจะซ้อนใต้นิ้วเท้า เมื่อนิ้วเท้าเอียงไปทำให้แรงดึงในเส้นเอ็นต่างๆ ของนิ้วเท้า ผิดแนวไป ก็จะเป็นตัวเสริมทำให้ผิ
ดรูปเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ และ มีการอักเสบของข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า

สาเหตุ

1. กรรมพันธุ์ หรือ ความผิดปกติตั้งแต่เกิด เช่น เท้าแบน นิ้วหัวแม่เท้ายาวมาก นิ้วหัวแม่เท้าเกออกเอง
2. การอักเสบของข้อในผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง (rheumatoid arthritis) เกิดการอักเสบทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นผิดปกติ ความผิดรูปจะค่อยเป็นค่อยไปพร้อมกับอาการปวดที่โคนนิ้วหัวแม่เท้า
3. มักเป็นในผู้หญิงวัยกลางคนขึ้นไป มีประวัติใส่รองเท้าส้นสูง, ปลายรองเท้าแหลมบีบปลายเท้า

แนวทางการรักษา

1. การรักษาโดยวิธีไม่ผ่าตัด ในรายที่มีอาการไม่มาก สามารถดึงหรือดันแก้ไขได้ไม่มีข้อเสื่อม -ใส่รองเท้าขนาดพอดี ไม่คับ ปลายรองเท้ากว้าง (wide toe box) ใส่แล้วพอขยับนิ้วเท้าได้บ้าง ไม่บีบรัด นิ้วเท้า พื้นรองเท้านุ่มหรือตัดรองเท้าพิเศษ (หลีกเลี่ยงร้องเท้าปลายแหลมและส้นรองเท้าสูงมากกว่า 2 นิ้ว)
- การนวด การยืด การแช่น้ำอุ่น หรือ ประคบด้วยความเย็น อาจช่วยให้อาการปวดลง-การใช้กายอุปกรณ์ เช่น เฝือกอ่อน หรือ พันผ้ารัดนิ้วเท้าหรืออุปกรณ์ใส่ระหว่างนิ้ว (Bunion Splint, toe spacer)
- กินยาแก้ปวดลดอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ- กายภาพบำบัด
2. การรักษาโดยวิธีผ่าตัด ข้อบ่งชี้ มีอาการปวดร่วมกับข้อผิดรูปมากขึ้น มีลักษณะของข้อเสื่อมเกิดขึ้น วิธีผ่าตัด เช่น ตัดก้อนที่นูนออก,ตัดกระดูกเพื่อเปลี่ยนแนวให้ตรงขึ้น ,การเชื่อมข้อ เป็นต้น ขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดปกติของนิ้วเท้าว่ามากน้อยขนาดไหนและเกิดจากสาเหตุ อะไร หลังผ่าตัดผู้ป่วยสามารถเดินได้ในสัปดาห์แรก โดยอาจใช้ไม้เท้าช่วยพยุง

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555


***น้ำสามเกลอ***

เป็นที่รู้กันว่าโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปีถ้าไม่นับโรคมะเร็งแล้ว ก็ต้องยกให้โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคหลอดเลือดสมองตีบ แม้ยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคทั้งสองจะมีประสิทธิภาพดี แต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน ผู้ที่รักสุขภาพจึงหันมานิยมยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ปลอดภัยหาง่าย และมีประสิทธิภาพในการรักษาไม่แพ้กัน

สมุนไพรมีอยู่มากมายหลายตำรับ แต่ที่ตรงคำกล่าวที่ว่า "ส
ูงสุดคืนสู่สามัญ" ยาสมุนไพรสูตรตำรับเดียว ที่ใช้ป้องกันได้ทั้งสองโรคนั้นมีอยู่ไม่กี่ตำรับ ในที่นี้ขอแนะนำตำรับหนึ่งที่มีผู้ใช้ได้ผล และบอกต่อกันมา คือตำรับกระเจี๊ยบแดง พุทราจีน และเตยหอม

สมุนไพรชนิดแรก สีแดงและรสเปรี้ยวจี๊ดของกลีบเลี้ยงผลกระเจี๊ยบแดง นอกจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในไต และในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว ยังมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด และรักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งลดความเหนียวข้นของเลือดลง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกายดีขึ้น ซึ่งก็ช่วยรักษาเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้ด้วย

สมุนไพรชนิดที่สอง รสหวาน มัน ฝาด ของผลพุทราจีนสุก ช่วยบำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท แก้โรคนอนไม่หลับ นอกจากนี้ ยังอุดมด้วย วิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งช่วยบำรุงสายตา และเพิ่มภูมิต้านทานโรค ที่สำคัญผลพุทราช่วยลดผลข้างเคียงจากกรดซิตริกของกระเจี๊ยบ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมฤทธิ์ป้องหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และเส้นเลือดสมองตีบ

สมุนไพรชนิดที่สาม คือ รสหวานเย็นของใบเตย ช่วยบำรุงหัวใจ ชูกำลัง ลดพิษไข้ ดับพิษร้อนภายใน เตย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pandanus amaryllifolius Roxb ชื่ออื่นๆ เตยหอมใหญ่ เตยหอมเล็ก ปาแนะวองิง (มลายู)


วิธีทำ :
นำสมุนไพรสามเกลอ คือ กระเจี๊ยบแดงแห้ง 30 กรัม เนื้อพุทราแห้งไม่มีเมล็ด 30 กรัม ใบเตยแห้ง 5 กรัม ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเคี่ยวไฟอ่อนๆ ราว 10-15 นาที จะเติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อยก็ได้ เพื่อให้ได้รสชาติดีขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรเติมอะไรเพิ่ม ดื่มขณะอุ่น วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น หลังอาหาร น้ำยาที่เหลือเก็บแช่ตู้เย็นได้ แล้วนำมาอุ่นเพื่อดื่มในมื้อต่อไป

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคเส้นเลือดสมองตีบเรื้อรัง สามารถดื่มคอกเทลสมุนไพรสูตรนี้ได้ทุกวัน ช่วยเสริมการบำบัดรักษาที่แต่ละคนดูแลสุขภาพตนเองอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ดื่มเป็นประจำรับรองว่าสมองจะแจ่มใส หัวใจสดชื่นไปอีกนาน สำหรับผู้ที่ใช้สมองมาก เช่น นักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือผู้บริหาร สามารถดื่มสมุนไพรสามเกลอนี้แทนซุปไก่สกัด หรือผลไม้สกัดราคาแพงๆ ได้เช่นกัน นอกจากจะได้ยาบำรุงสมองที่มีสรรพคุณดีกว่าแล้ว ยังได้ยาราคาถูกกว่าอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

***โรค SLE (เอสแอลอี) หรือ โรคพุ่มพวง***

ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี หรือโรคพุ่มพวง แต่ละคนจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปจะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการเกิดขึ้นกับหลายอวัยวะ หรือหลายระบบของร่างกาย บางรายจะเกิดอาการขึ้นพร้อม ๆ กัน หรือแสดงออกเพียงอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง หากมีไข้ต่ำ ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุเป็นเวลานาน มีอาการปวดตามข้อ มีผื่นขึ้น
บริเวณใบหน้า หรือมีผื่นคันบริเวณที่ถูกแสงแดด ผมร่วงมากผิดปกติ มีอาการบวมตามขา หน้าหรือหนังตา และโดยเฉพาะผู้หญิงที่ประจำเดือนขาด หรือไม่มา เหล่านี้อาจสงสัยได้ว่าจะป่วยเป็นเอสแอลอี

ข้อสังเกตอาการของโรคที่สัมพันธ์กับอวัยวะ

อาการทางผิวหนัง
ผู้ป่วยมักมีผื่นแดงขึ้นที่บริเวณใบหน้า บริเวณสันจมูก และโหนกแก้ม 2 ข้าง เป็นรูปคล้ายผีเสื้อ หรือมีผื่นแดงคันบริเวณนอกร่มผ้าที่ถูกแสงแดด หรือมีผื่นขึ้นเป็นวง เป็นแผลเป็นตามใบหน้า หนังศีรษะ หรือบริเวณใบหู มีแผลในปาก โดยเฉพาะบริเวณเพดานปาก นอกจากนี้ยังมีผมร่วงมากขึ้

อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ มักเป็นที่ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเข่า หรือข้อเท้า บางครั้งมีบวมแดงร้อนร่วมด้วย

อาการทางไต
ผู้ป่วยมักมีอาการบวมบริเวณเท้า 2 ข้าง ขา หน้า หนังตา เนื่องจากมีอาการอักเสบที่ไต รายที่มีอาการรุนแรงจะมีความดันเลือดสูงขึ้น ปัสสาวะออกน้อยลง ไปจนถึงขั้นไตวายได้ในระยะเวลาอันสั้น

อาการทางระบบเลือด
ผู้ป่วยอาจมีเลือดจาง มีเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดลดลง ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย มีภาวะติดเชื้อง่าย หรือมีจุดเลือดออกตามตัวได้

อาการทางระบบประสาท
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการชัก หรือมีอาการพูดเพ้อเจ้อไม่รู้เรื่อง หรือคล้ายคนโรคจิตจำญาติพี่น้องไม่ได้ เนื่องจากมีการอักเสบของสมอง หรือหลอดเลือดในสมอง

ปกติแพทย์จะแบ่งความรุนแรงของโรคเอสแอลอี ออกเป็นระดับความรุนแรงน้อยระดับปานกลาง และมาก ตามระบบของอวัยวะที่เกิดมีอาการ และตามชนิดของอาการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะนั้น ๆ เช่น อาการทางผิวหนังมีผื่น หรืออาการทางข้อ มีข้ออักเสบ จัดเป็นความรุนแรงน้อยถึงระดับปานกลาง ยกเว้นอาการบางชนิด เช่น เส้นเลือดอักเสบของผิวหนัง ส่วนอาการที่ระบบไต ระบบเลือดและสมอง จัดเป็นอาการขั้นรุนแรง

อาการ ของโรคเหล่านี้ มักจะแสดงความรุนแรงมาก หรือน้อยภายในระยะเวลา 1-2 ปีแรกจากที่เริ่มมีอาการ หลังจากนั้นมักจะเบาลงเรื่อย ๆ แต่อาจมีอาการกำเริบรุนแรงได้เป็นครั้งคราว

วิธีการรักษาโรค
ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ถ้าผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง การใช้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรือแอสไพริน หรือยาลดการอักเสบก็ควบคุมอาการได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจต้องใช้ยาประเภทสเตียรอยด์ (ยาเพร็ดนิโซโลน) หรือยากดภูมิคุ้มกันในขนาดต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับความรุนแรงและระบบอวัยวะที่มีการอักเสบ ยาเหล่านี้เป็นยาอันตราย อาจทำให้ผมร่วงหรือหัวล้านได้ เมื่อหยุดยาผมจะงอกขึ้นมาใหม่

แต่การใช้ยาเป็นเพียงการระงับอาการชั่วคราว ผู้ป่วยอาจต้องกินยาตลอดชีวิต ผมเคยเจอคนไข้รายหนึ่งก่อนที่จะมารักษากับผม เขากินยาเป็นเวลานานถึง 28 ปี ส่วนอีกรายกินยามา 22 ปีแล้ว แต่พอมารักษาด้วยสมุนไพรก็หายในระยะเวลา 6 เดือน แพทย์บางท่านอาจใช้ยาคีโมในการรักษาเอสแอลอี ซึ่งก็เป็นการรักษาแบบประคับประคอง แต่อาจไม่หายขาด คนไข้ส่วนใหญ่แทบทุกรายที่มาหาผม ล้วนผ่านการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมาก่อน และมีอาการที่เห็นเด่นชัด ตั้งแต่ผมร่วง ใบหน้ามีรอยช้ำ เป็นรอยเหมือนผีเสื้อ ประจำเดือนขาด มีรอยช้ำจ้ำ ๆ บริเวณแขนขา ซึ่งคนเป็นโรคเอสแอสอีจะเกิดรอยช้ำได้ง่ายที่สุด

รักษาเอสแอลอีแบบแพทย์ทางเลือก

ผมอยากให้คนไข้หาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า แพทย์แผนอื่นรักษาโรคเอสแอลอีได้หรือไม่ สำหรับคนไข้ที่มาหาผม แทบจะไม่ต้องซักประวัติเพิ่มเติม บางคนขอรักษา 2 ทาง ผมก็จะแนะนำว่า ไปหาหมอแผนปัจจุบันได้ แต่ให้เก็บยาไว้ก่อน จากนั้น จึงกินยาสมุนไพรของผมซึ่งมีตัวหลักคือ เห็ดหลินจือ กับยาปรับธาตุที่ปรับสภาพฮอร์โมนผู้หญิงให้ปกติ หรือ ถ้าเป็นผู้ชาย ก็จะเป็นยาบำรุงร่างกาย

3 ปัจจัยเสี่ยงพึงระวัง เพื่อเลี่ยงอาการกำเริบ

นอกจากนี้คนไข้ต้องระวังในการรับประทานอาหาร เช่น อาหารต้องห้ามประเภทข้าวเหนียว ที่มีกลูเตน (โปรตีนที่สกัดจากแป้งสาลี ใช้ทำหมี่กึง ขนมปัง หรือส่วนผสมในพิซซ่า) ซึ่งจะไปเร่งให้อาการกำเริบ

และอีกประการที่คนไข้ต้องระวัง คือ แสงแดด หรือ แม้จะเป็นแสงไฟก็ตาม เพราะจะทำให้เกิดอาการผื่นแดง คัน ตามบริเวณมือ และหน้า ได้ จึงควรใส่เสื้อแขนยาวที่ปกปิดแขน ขา และลำตัวได้มิดชิด ใส่หมวกปีกกว้าง ทายาป้องกันแสงแดด และสวมเสื้อสีอ่อนที่ไม่ดูดซับความร้อน

อีกประการที่อาจคิดไม่ถึง คือ ความร้อนจากการปรุงอาหารที่มีรังสีอินฟาเรดถูกปล่อยออกมา ถ้าได้รับความร้อนมาก ๆ ก็เป็นการกระตุ้นให้โรคเอสแอลอีกำเริบได้เช่นกัน

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยอย่างถูกต้อง เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพ และต้องไม่ปฏิบัติตัวที่จะเป็นการกระตุ้นให้โรคกำเริบขึ้นมาใหม่ เช่น การโดนแสงแดด ตรากตรำทำงานหนัก และอดนอน ถึงแม้ว่าโรคจะสงบลงแล้วเป็นเวลาหลายปี ก็อาจยังมีโอกาสกำเริบใหม่อีกได้ ดัง นั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รักษาสุขอนามัยให้ดี ทำจิตใจให้สดชื่น ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะเป็นเกราะป้องกันโรคร้ายสู่ตัวเรา

ที่มา : health.kapook.com