วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หน้าท้องลดลงค่ะ การขับถ่ายดีขึ้น ท้องไม่ผูกค่ะ


สูตรดีทอกซ์ลำไส้ก็ไม่ลงค่ะ เม็ดแมงลัก ก็ไม่ลง บุก พริกไทย...ดำ ส้มแขก ส้มป่อย สารพัดค่ะ ไม่ลดค่ะ แต่อันนี้ได้ผลค่ะ หน้าท้องลดลงค่ะ การขับถ่ายดีขึ้น ท้องไม่ผูกค่ะ ลองทำดูนะคะ
เลมอน 3 ลูก น้ำผึ้ง 500 ml เกลือ2 ช้อนโต๊ะ 
วิธีทำก็คือ
1 นำเกลือมาถูกับผิวมะนาวประมาณ5 นาทีค่ะ แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำแล้วักทิ้งไว้ให้ผิวมะนาวแห้ง
2 หั่นเป็นแว่นๆค่ะ แล้วนำไปเรียงไว้ในขวดแก้ว แล้วก็นำน้ำผึ้งเทลงไปให้ท่วมมะนาว เสร็จแล้วปิดฝาให้สนิทค่ะ
3 นำไปแช่ตู้เย็นเป็นเวลา3วัน แล้วนำมาชงดื่มค่ะ
วิธีการชง มีดังนี้ค่ะ
ตักมะนาวที่เป็นแว่นๆมา1ชิ้น และตักน้ำผึ้งที่หมักไว้1 ช้อนโต๊ะแล้วผสมกับน้ำเย็น ทานก่อนอาหารเช้า สักประมาณ 10นาที ค่ะ
ความรู้สึกที่ดื่มไปประมาณ1 อาทิตย์ โดยที่ไม่ได้ออกกำลังกาย คือ ระบบขับถ่ายดีขึ้นค่ะ หน้าท้องยุบลง ซึ่งตอนออกกำลังกายหน้าท้องจะไม่ค่อยลด น้ำหนักตัวจะลงมากกว่า แต่ทานเลมอนน้ำผึ้งไป รู้สึกได้ว่าหน้าท้องยุบลงไปจริงๆค่ะ แต่ยังไม่ได้ชั่งน้ำหนักดูว่า ลดลงไปหรือเปล่า ลองทำดูกันนะคะ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ครัว ลลิดา Lalida Sun

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เส้นเอ็นร้อยหวาย อักเสบ / กลุ่มอาการปวดบริเวณ ส้นเท้า


                                                            เส้นเอ็นร้อยหวาย อักเสบ



เส้นเอ็นร้อยหวาย อักเสบ / กลุ่มอาการปวดบริเวณ ส้นเท้า

กลุ่มอาการปวดบริเวณส้นเท้า

กลุ่มอาการปวดบริเวณส้นเท้า ประกอบด้วย โรคหลาย ๆ โรค ที่ทำให้เกิดลักษณะอาการที่คล้ายคลึงกัน เช่น

เอ็นร้อยหวายอักเสบ

ถุงน้ำกระดูกส้นเท้าอักเสบ หรือ ถุงน้ำเส้นเอ็นร้อยหวายอักเสบ

กระดูกเท้าบิดผิดรูป

โรครูมาตอยด์

โรคเก๊าท์ หรือ

กระดูกหัก เป็นต้น

ซึ่งในบางครั้งอาจพบหลายโรคพร้อม ๆ กันก็ได้

อาการและอาการแสดง

มีอาการเจ็บบริเวณด้านหลังของส้นเท้า หรือ ด้านหลังข้อเท้า ซึ่งจะมีอาการมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวข้อเท้า เช่น เดินขึ้นลงบันได หรือ วิ่ง เป็นต้น

บางรายพบว่าการกดทับจาก ขอบด้านหลังของรองเท้า เวลาใส่รองเท้าทำให้เกิดอาการมากขึ้น ในผู้ที่เป็นมานาน บริเวณส้นเท้าอาจบวมหรือเป็นก้อนโตขึ้นได้

ตำแหน่งที่เจ็บอาจจะอยู่ที่ เส้นเอ็นร้อยหวาย หรือ ด้านหลังต่อเส้นเอ็นร้อยหวายก็ได้ เมื่อกระดกข้อเท้าขึ้น จะมีอาการเจ็บมากขึ้น แต่เมื่อเหยียดข้อเท้าลง อาการก็จะดีขึ้น อาจคลำก้อนถุงน้ำ หรือ กระดูกงอกได้

การถ่ายภาพรังสีด้านข้างของกระดูกข้อเท้าและส้นเท้า มักจะปกติ อาจพบมีกระดูกงอกได้ในผู้ป่วยบางราย ซึ่งในคนปกติ ที่ไม่มีอาการปวดส้นเท้า ก็อาจพบกระดูกงอกได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพรังสีในผู้ป่วยทุกคน

แนวทางการรักษา

การรักษาโดย ไม่ผ่าตัด

ส่วนใหญ่แล้วการรักษาโดย ไม่ผ่าตัด จะได้ผลดี ซึ่งประกอบด้วย

1. ลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด หรือ กิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนัก เช่น การยืนหรือเดินนาน ๆ เป็นต้น และ ควรออกกำลังชนิดที่ไม่ต้องมีการลงน้ำหนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน

2. บริหารเพื่อยืดกล้ามเนื้อน่อง และ เส้นเอ็นร้อยหวาย

3. ใช้ผ้าพันที่ข้อเท้า ใส่เฝือกชั่วคราวในตอนกลางคืน หรือใส่เฝือกตลอดเวลา เพื่อลดการเคลื่อนไหวของข้อเท้า

4. ใส่รองเท้าที่เหมาะสม เช่น ขนาดกระชับพอดีไม่หลวมเกินไป ส้นสูงประมาณ 1–1.5 นิ้ว มีขอบด้านหลังที่นุ่ม หรือใช้แผ่นรองส้นเท้ารูปตัวยู ( U ) ติดที่บริเวณขอบรองเท้าด้านหลัง เพื่อไม่ให้ขอบของรองเท้ามากดบริเวณที่เจ็บ

5. หลีกเลี่ยงการเดินด้วยเท้าเปล่า

6. รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซ็ตตามอล ยาแก้ปวดลดการอักเสบ ประคบด้วยความร้อน หรือใช้ยานวด

7. ฉีดยาสเตียรอยด์ บริเวณที่มีการอักเสบ ทุก 1-2 อาทิตย์ แต่ ไม่ควรฉีดเกิน 2 ครั้งใน 1 เดือน ถ้าไม่จำเป็นก็ ไม่ควรฉีด เพราะอาจเกิดผลแทรกซ้อนได้ เช่น เส้นเอ็นร้อยหวายขาด ผิวหนังบริเวณที่ฉีดเปลี่ยนเป็นสีขาว เป็นต้น

การรักษาโดยการผ่าตัด

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

1. ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาดี แต่กลับเป็นซ้ำบ่อย ๆ ไม่หายขาดทำให้มีปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน

2. ในรายที่ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี โดยเฉพาะรายที่มีสาเหตุชัดเจน เช่น ฝ่าเท้าบิดเข้าหรือบิดออก เป็นต้น

วิธีผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเพื่อเอาถุงน้ำ เนื้อเยื่อที่อักเสบ และ กระดูกงอก ออก หรือ ผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูก เป็นต้น

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น แผลเป็นนูนทำให้ปวดแผลเรื้อรัง เส้นเอ็นร้อยหวายขาด เป็นต้น

อาหารที่แนะนำที่สามารถช่วยบำรุงเส้นเอ็นโดยเฉพาะคือ ข้าวกล้อง เม็ดบัว ลูกเดือย และเมล็ดทานตะวัน

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

บอระเพ็ด สุดยอดยาอายุวัฒนะ



                                                  บอระเพ็ด สุดยอดยาอายุวัฒนะ

สมุนไพรไทยของเรามีอยู่หลายชนิด วันนี้เรามีสมุนไพรชนิดหนึ่งมาแนะนำ เป็นสมุนไพรที่แค่ได้ยินชื่อหลายคนอาจเข็ดขยาดกับความขมของมัน พืชชนิดนั้นคือ บอระเพ็ดนั่นเองครับ แต่ภายในความขมของบอระเพ็ดนั้น แฝงด้วยสรรพคุณหลายๆอย่างโดยเฉพาะสรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทย ถ้าไม่เชื่อมาลองดูกัน

บอระเพ็ดชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.)Miers ex Hook.f.& Thomson ชื่อยาวมาก ไว้วันหลังจะพูดถึงหลักการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชสมุนไพรไพรไทย
และพืชอื่นๆให้ฟังนะครับ)
เป็นพืชวงศ์ Menispermaceae
ชื่ออื่นๆตามภูมิภาค เถาหัวด้วน (ภาคกลางแถวสระบุรี) หางหนู จุ่มจะลิง (ภาคเหนือ) เจตมูลหนาม(ภาคอิสาน หนองคาย) เครือกอฮอร์ (ภาคอิสาน อุดรธานี)

ลักษณะทั่วไปของบอระเพ็ด
เป็นไม้เถาเลื้อย เถาค่อนข้างกลมขนาดของเถาเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร โดยจะมีปุ่มรอบๆเถาสีดำ รสขมมาก(มากแบบมากจริงๆนะครับ) ใบของบอระเพ็ดเป็นรูปหัวใจ ปลูกง่ายตามข้างรั้ว หรือเลื้อยพันกับต้นไม้ใหญ่

สรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทย
ราก ถอนพิษไข้
ต้น ลดไข้เช่นเดียวกับราก บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร ปรับสมดุลในร่างกาย นอกจากนี้ตามตำราสมุนไพรไทยกล่าวว่า สามารถช่วย บำรุงกำลัง และยังเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย

วิธีใช้บอระเพ็ดเป็นยาอายุวัฒนา
เนื่องจากว่าส่วนต้นของบอระเพ็ด มีความขมมาก จะรับประทานสดสด คงไม่ไหม ต้องมีวิธีปรุงยาสมุนไพรไทยก่อน ขอแนะนำสามวิธีดังนี้
1. ใช้เถาบอระเพ็ดหั่นแล้วตากแห้ง จากนั้นบดเป็นผงผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานก่อนนอนวันละ 3-5 เม็ด
2. สำหรับคนที่ไม่แพ้แอลกลอฮอร์ ใช้เถาสดดองเหล้า โดยจะใช้บอระเพ็ดสดประมาณ 2 ขีดหั่นเป็นข้อใส่ในโถเหล้า ส่วนการดื่มให้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชาก่อนอาหารเย็น
3. วิธีนี้ง่ายที่สุด คือนำบอระเพ็ดตากแห้ง แล้วนำมาบดใส่แคปซูล ทานวันละ 2-3 แคปซูลโดยทานก่อนอาหารเช้า เย็น (อาจทานเช้าเย็น มื้อละแคปซูล หรือเช้า 1 เย็น 2 ก็ได้)

วิธีใช้บอระเพ็ดเป็นยาบรรเทาไข้ ลดความร้อน

ใช้เถาแก่สด หรือต้นสด ประมาณ 15-20 เซนติเมตร (30-40 กรัม) ตำให้แหลกและคั้นเอาน้ำดื่ม (อย่าลืมใส่ถุงมือตอนคั้นนะครับ ขมติดมือไม่รู้ด้วย )หรือต้มกับน้ำโดยใช้ น้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ
ใช้เถาสด ดองเหล้าโรง แนะนำ 20 ดีกรีก็พอ รับประทานเพียงครั้งละ 1 ช้อนชา
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของบอระเพ็ด ใครเลยจะรู้ว่าเจ้าสมุนไพรอย่างบอระเพ็ดเอง อาจเป็นที่มาของสำนวนที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ก็อาจเป็นได้

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของบอระเพ็ด ใครเลยจะรู้ว่าเจ้าสมุนไพรอย่างบอระเพ็ดเอง อาจเป็นที่มาของสำนวนที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ก็อาจเป็นได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http:ไทยสมุนไพร.net

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

บอระเพ็ด สรรพคุณของบอระเพ็ด และสารพัดประโยชน์ของบอระเพ็ด สมุนไพรไทย !

บอระเพ็ด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น เถากลมมีขนาดใหญ่เป็นปุ่มปม สีเทาอมดำ มีรสขม เปลือกลอกออกได้ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบยาว 8-10 ซม. ดอก ออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ดอกสีเขียวอมเหลือง มีขนาดเล็กมาก ผล รูปทรงค่อนข้างกลม สีเหลืองหรือสีแดง

ส่วนที่ใช้ : ราก ต้น ใบ ดอก ผล ส่วนทั้ง 5 เถาสด

ลักษณะทั่วไป

ลำต้น : เป็นพันธุ์ไม้เถาเลื้อยเอนอ่อน เมื่ออายุมากเนื้อของลำต้นอาจแข็งได้ เถากลมโตขนาดนิ้วมือ ประมาณ 1-1.5 ซม. เถาอ่อนผิวเรียบสีเขียว เถาแก่สีน้ำตาลอมเขียว ผิว ขรุขระ มีปุ่มปมกระจายทั่วไป ขึ้นเกาะต้นไม้อื่น มักจะมีรากอากาศคล้ายเชือกเส้นเล็กๆ ห้อยลงมาเป็นสาย ใบเดี่ยวเป็นแบบสลับ ใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ยางมีรสขมจัด ดอกออกเป็นช่อ ขนาดเล็กมากมีสีเหลืองอมเขียว ผลเป็นรูปไข่สีเหลืองหรือส้ม

ใบ : เป็นใบเดี่ยว รูปใบพลูหรือรูปหัวใจ โคนใบหยักเว้า มีเส้นใบ 5-7 เส้นที่เกิดจากจุดโคนใบ

ดอก : ออกดอกเป็นช่อตามกิ่งแก่ตรง บริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็กสีเหลืองอมเขียว, แดงอมชมพู, เขียวอ่อน, เหลืองอ่อน ช่อดอก ยาว 5-20 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบดอก กลีบเลี้ยงอย่างละ 6 กลีบ

ผล : มีลักษณะเป็นรูปไข่ กลมรี สีเหลืองถึงแดง ขนาด 2-3 ซม. มีเนื้อเยื่อบางๆหุ้มเมล็ด

การขยายพันธุ์ : ปลูกโดยใช้เมล็ดหรือตัดชำเถาแก่ ควรทำค้างให้บอระเพ็ดเลื้อยด้วย

ส่วนที่ใช้ : เถาแก่

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ขึ้นได้ในดินทั่วไป แต่ชอบดินร่วนซุย ควรปลูกในฤดูฝน

สรรพคุณของบอระเพ็ด

ราก
- แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต แก้ไข้พิษ ไข้จับสั่น
- ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
- เจริญอาหาร

ต้น
- แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไข้เหนือ
- บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ - แก้อาการแทรกซ้อน ขณะที่เป็นไข้ทรพิษ
- แก้ไข้เพื่อโลหิต แก้เลือดพิการ
- แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้สะอึก แก้พิษฝีดาษ
- เป็นยาขมเจริญอาหาร
- เป็นยาอายุวัฒนะ

ใบ
- แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไข้จับสั่น
- ขับพยาธิ แก้ปวดฝี
- บำรุงธาตุ
- ยาลดความร้อน
- ทำให้ผิวพรรณผ่องใส หน้าตาสดชื่น
- รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคันตามร่างกาย
- ช่วยให้เสียงไพเราะ
- แก้โลหิตคั่งในสมอง
- เป็นยาอายุวัฒนะ

ดอก
- ฆ่าพยาธิในท้อง ในฟัน ในหู

ผล
- แก้เสมหะเป็นพิษ แก้ไข้พิษ
- แก้สะอึก และสมุฎฐานกำเริบ

ประโยชน์ของบอระเพ็ด

มีการใช้บอระเพ็ดเป็นยาสมุนไพร สรรพคุณ แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุง กำลัง บำรุงไฟธาตุ ช่วยเจริญอาหาร รักษาโรคฝีดาษ โรคไข้เหนือ โรคไข้พิษทุกชนิด ใบ รักษาพยาธิในท้อง รักษาฟัน ตำให้ละเอียดพอกฝี แก้ฟกช้ำ ปวดแสบปวดร้อน ผล เป็นยา รักษาโรคไข้พิษอย่างแรงและเสมหะเป็นพิษ รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ โรคโลหิตพิการ

ในทางการเกษตร มี การนำบอระเพ็ดมาใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น หนอนกอ เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น โรคยอดเหี่ยว โรคข้าวตายพราย และโรคข้าวลีบ เป็นต้น

วิธีใช้บอระเพ็ดเป็นยาบรรเทาไข้ ลดความร้อน

1.ใช้เถาแก่สด หรือต้นสด ประมาณ 15-20 เซนติเมตร (30-40 กรัม) ตำให้แหลกและคั้นเอาน้ำดื่ม (อย่าลืมใส่ถุงมือตอนคั้นนะครับ ขมติดมือไม่รู้ด้วย )หรือต้มกับน้ำโดยใช้ น้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ

2.ใช้เถาสด ดองเหล้าโรง แนะนำ 20 ดีกรีก็พอ รับประทานเพียงครั้งละ 1 ช้อนชา
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของบอระเพ็ด ใครเลยจะรู้ว่าเจ้าสมุนไพรอย่างบอระเพ็ดเอง อาจเป็นที่มาของสำนวนที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ก็อาจเป็นได้
วิธีใช้บอระเพ็ดเป็นยาอายุวัฒนา

เนื่องจากว่าส่วนต้นของบอระเพ็ด จะมีความขมมากหากรับประทานสดสด จึงควรปรุงยาสมุนไพรไทยก่อนแนะนำ3วิธีดังต่อไปนี้

1.เอา เถาบอระเพ็ดหั่นแล้วตากแห้ง จากนั้นบดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานก่อนนอนวันละ 3-5 เม็ด

2. สำหรับคนที่ไม่แพ้แอลกลอฮอร์ ใช้เถาสดดองเหล้า โดยจะใช้บอระเพ็ดสดประมาณ 2 ขีดหั่นเป็นข้อใส่ในโถเหล้า ส่วนการดื่มให้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชาก่อนอาหารเย็น

3. วิธีนี้ง่ายที่สุด คือนำบอระเพ็ดตากแห้ง แล้วนำมาบดใส่แคปซูล ทานวันละ 2-3 แคปซูลโดยทานก่อนอาหารเช้า เย็น (อาจทานเช้าเย็น มื้อละแคปซูล หรือเช้า 1 เย็น 2 ก็ได้)

การทำบอระเพ็ดแช่อิ่ม

สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากบอระเพ็ดแช่อิ่มมีรสชาติดีและมีราคาของค่อนข้างสูง ยอดการสั่งซื้อก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนผลิตไม่ทันกับความต้องการ ถือได้ว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพรที่ยอดเยี่ยม สำหรับส่วนผสมและวิธีทำ มีดังนี้ค่ะ

เครื่องปรุง
1. เถาบอระเพ็ด 1 กิโลกรัม
2. น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
3. สารส้ม
4. เกลือ
5. น้ำซาวข้าว

วิธีทำบอระเพ็ดแช่อิ่ม
1. นำบอระเพ็ดมาตัดเป็นท่อน ลอกเปลือกออ
2. นำไปแช่น้ำเกลือ 1 คืน อัตราส่วนน้ำ 5 ลิตร/เกลือ 1 ลิตร พร้อมแกว่งสารส้ม ลอกไส้ออกเปลี่ยน น้ำเกลือทุกวันจนกว่าจะหายขม
3. ล้างน้ำเปล่าทำความสะอาด แช่น้ำปูนใส 1 คืน
4. ต้มน้ำให้เดือด นำบอระเพ็ดลงต้มประมาณ 10 นาที
5. แบ่งน้ำตาลทรายส่วนหนึ่งตั้งไฟ ชิมดูไม่หวานมากยกลงจากเตา เมื่อน้ำเย็นลงแล้ว เอาบอระเพ็ดลงไปแช่ อุ่นน้ำเชื่อมทุกวัน โดยตักบอระเพ็ดขึ้นก่อนแล้วเติมน้ำตาลทราย ทุกครั้งที่อุ่นจนน้ำตาลทรายหมด 1 กิโลกรัม เมื่อแช่น้ำเชื่อมครบ 15 วันจึงรับประทานได้

วิธีใช้บอระเพ็ดเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช
นำเถาสด 5 กิโลกรัม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วบดให้ละเอียดผสมน้ำ 10 ลิตร ทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงนำมากรองก่อนฉีดพ่น ควรผสมผงซักฟอกหรือแชมพู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ

ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://greenerald.blogspot.com/2013/05/Tinospora-Crispa.html

เลือดออกผิดปกติ รู้ได้อย่างไร



                                                     
                                                   เลือดออกผิดปกติ รู้ได้อย่างไร

"ตั้งแต่เด็กเล็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ หลายท่านเคยมีเลือดออกกันบ้าง ไม่มากก็น้อย แต่ถ้ามีเลือดออกแบบผิดปกติ จะรู้ได้อย่างไร" ผศ.นพ.ชัยเจริญ ตันธเนศ ภาควิชาพยาธิวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าว

การเกิดเลือดออกที่เราเคยประสบมา อาจเป็นแบบเลือดออกชัดเจน ที่เห็นเลือดไหลเป็นหยดๆ หรือในบางครั้งเลือดอาจจะไม่ได้ออกมาให้เห็นภายนอก แต่จะเป็นลักษณะเลือดที่ออกใต้ชั้นเยื่อบุและผิวหนัง ซึ่งทางการแพทย์เราแบ่งภาวะเลือดออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ

1.ภาวะเลือดออกทางศัลยกรรม เกิดจากการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ เช่น ถูกมีดบาด ก็จะมีเลือดออกที่แผล หากแผลใหญ่มาก มีเลือดออกมาก จำเป็นต้องรักษาโดยวิธีทางศัลยกรรม เช่น การเย็บแผล เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย

2.ภาวะเลือดออกผิดปกติ เกิดจากความผิดปกติของระบบห้ามเลือดในร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เลือดออกง่าย และช่วยห้ามเลือดเมื่อเกิดบาดแผล เมื่อระบบนี้เสียหน้าที่ไปก็จะทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติขึ้นได้ ภาวะเลือดออกผิดปกตินี้เมื่อเกิดขึ้นต้องมาพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและให้การรักษาโดยเร็ว ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ยาเป็นหลัก

ลักษณะเลือดออกผิดปกติที่สำคัญ ได้แก่ มีเลือดออกมากไม่สมเหตุสมผลกับสาเหตุ เช่น เดินไปชนขอบโต๊ะไม่แรง แต่กลับมีรอยช้ำขนาดใหญ่ ถูกมีดบาดเป็นแผลเล็กๆ แต่กลับมีเลือดออกมาก หรือมีเลือดออกเองโดยไม่มีสาเหตุใดๆ เช่น เลือดออกในเยื่อบุตาขาว จุดเลือดออกหรือพรายย้ำ จ้ำเลือดที่ผิวหนัง หลายตำแหน่งพร้อมๆ กัน โดยไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น มีเลือดกำเดาพร้อมกับเลือดออกตามผิวหนัง ในเพศหญิงอาจพบปัญหาในรูปแบบของประจำเดือนที่ออกมากผิดปกติ

เลือดออกในตำแหน่งที่พบไม่บ่อย เช่น เลือดออกในข้อต่อต่างๆ เลือดออกในอวัยวะภายใน ถ้าสงสัยว่ามีเลือดออกผิดปกติ ให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่ม เช่น ตรวจเลือด ซึ่งผลการตรวจจะบอกได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด แพทย์จะได้รักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยในแต่ละราย

เมื่อมีเลือดออกจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ตั้งสติให้ดีและหาวิธีห้ามเลือดในเบื้องต้น ซึ่งวิธีการห้ามเลือดมีหลายวิธี วิธีที่ง่ายที่สุด คือ ยกอวัยวะที่มีบาดแผลให้สูงกว่าหัวใจ เพื่อลดการไหลเวียนของโลหิต และลดปริมาณการเสียเลือด และให้ใช้นิ้วมือหรือผ้าสะอาดวางทับบนแผล ใช้ผ้าพันแล้วรัดให้แน่นนาน 5-10 นาที ก็จะช่วยให้เลือดหยุดไหลได้ ในกรณีที่เลือดออกมากอย่างต่อเนื่อง ควรปฐมพยาบาลด้วยวิธีดังกล่าว แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

http://www.thaihealth.or.th/

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

*รู้ไว้...ผื่นผิวหนังหลังแพ้ยา***

ยาที่ผลิตออกมาจำหน่าย ที่จัดเป็นยาแผนปัจจุบัน ซึ่งแพทย์ใช้รักษาคนไข้นั้น จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และคุณสมบัติทางเคมีอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนเสมอว่า ออกฤทธิ์ที่ส่วนใดของร่างกาย ฤทธิ์อยู่นานกี่ชั่วโมง ขับถ่ายทางเหงื่อ ปัสสาวะ หรืออุจจาระกี่เปอร์เซ็นต์ วันหมดอายุเมื่อใด มีผลแทรกซ้อนอะไรบ้าง ใช้ในการรักษาโรคใด ขนาดรับประทานของยาแต่ละชนิดจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย รวมถึงบอกด้วยว่า ถ้ามีอาการแพ้ยาจะมีอาการอย่างไรได้บ้าง ตั้งแต่ คลื่นไส้ เวียนศีรษะ ง่วงนอน ผื่นคันตามตัว ปากแห้งหรือเจ็บปาก เบื่ออาหาร ท้องผูก หรือท้องเสีย ซึ่งแล้วแต่ว่าอาการใดจะเกิดขึ้นกับผู้ใด ซึ่งไม่เหมือนกันทุกคน

อาการแพ้ยาโดยมีผื่นขึ้นตามตัว ถือเป็นเรื่องอันตราย เพราะจะมีผื่นขึ้นเกือบทั่วตัว และคันมาก อาการผื่นคันมักจะเกิดภายหลังจากรับประทานยาได้ 1-3 สัปดาห์ จะเกิดตั้งแต่รับประทานยาชนิดนั้นเป็นครั้งแรก หรือครั้งต่อๆ มาก็ได้ โดยขึ้นกับภูมิต้านทานของบุคคลนั้นเอง ในการถามประวัติการรับประทานยาจากผู้แพ้ยานั้น แพทย์มักจะประสบความยากลำบากมาก กว่าจะได้ประวัติว่าแพ้ยาชนิดใด เพราะผู้แพ้ยามักจะนึกไม่ออกว่ารับประทาน
ยา ใดเข้าสู่ร่างกายบ้าง ยาที่ทำให้แพ้ได้มีมากมาย เริ่มตั้งแต่ยาอม ยาลดน้ำหนัก ยากันบูดที่ผสมในอาหารกระป๋อง หรืออาหารพร้อมปรุงรับประทาน ยานอนหลับยาระบาย ยาดองเหล้า ยาขับประจำเดือน ยาลดไข้แก้หวัด ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาเบาหวานยาขับปัสสาวะ ยาลดความดัน และยาต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงสมุนไพร อาหารเสริมและ วิตามินต่างๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในปัจจุบันการแพ้ยาเกิดจากการแพ้สารเคมี ที่ผสมเป็นตัวยานั้นๆ

ผื่นแพ้ยามีอาการอย่างไร ?

ที่สำคัญคือ เริ่มมีผื่นแดงและคันทยอยขึ้นตามตัว เริ่มจากจุดใดก็ได้ และผื่นขึ้นค่อนข้างเร็วภายใน 1-2 วัน กระจายตามตัว มีไข้ต่ำๆ คล้ายเป็นหวัด แล้วมีอาการเฉพาะคือ อาการคันมาก ผื่นทั้งหมดเกิดภายใน 1-3 สัปดาห์ หลังจากรับประทานยาหรือสารเคมีที่ผสมลงในอาหาร อาการดังกล่าวนี้ พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาผื่นแพ้ยาทั้งหมด และผื่นจะยุบลงเมื่อหยุดยา ในรายที่ผื่นกระจายตามตัวมากมายและคันมาก จะต้องไปพบแพทย์ เพื่อรับประทานยาแก้แพ้ และแก้การอักเสบของผิวหนัง

ยังมีผื่นแพ้ยาอีกชนิด ซึ่งมักเกิดภายหลังจากรับประทานยา TETRACYCLINE หรือ SULFA คือจะมีผื่นแดง เป็นวงกลมหรือวงรี ผื่นกระจายไม่มาก ประมาณ 1-2 แห่ง เช่น ริมฝีปาก แขน เมื่อผื่นแดงยุบลงจะกลายเป็นวงกลมสีดำและติดตัวไปอีกนาน โดยไม่เหลืออาการแสบหรือคันแต่อย่างใด เมื่อผู้ป่วยบังเอิญไม่ทราบว่านี่คือผื่นแพ้ยา แล้วกลับไปรับประทานยาดังกล่าวอีก ก็จะปรากฏอาการเช่นเดิมและที่เดิมของร่างกายด้วย (FIXED DRUG ERUPTION)ภายหลังหยุดยา ผื่นจะยุบเป็นสีดำเช่นเดิม แม้จะมีอาการไม่มาก แต่ถ้าสงสัยว่าจะแพ้ยาควรให้แพทย์ดูแลและหา สาเหตุว่าแพ้ยาชนิดใด ชื่อยาอะไร จะได้ไม่รับประทานซ้ำซาก เพราะการแพ้ยาบ่อยๆ จะเกิดอาการรุนแรงมากขึ้นกว่าครั้งแรกๆ และถ้าเป็นมากอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต ลมพิษ เป็นผื่นแพ้ยาอีกชนิด มักเกิดภายหลังการรับประทานยาแอสไพรินหรือเพนนิซิลิน อาการของลมพิษ คือ เป็นผื่นเนื้อนูนสีแดง คันมาก 2-3 ชั่วโมงจะหายไปหมด แล้วขึ้นกระจายทั่วๆ ไปอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกหลายวัน
หรือเป็นแรมเดือน แม้เลิกรับประทานยาแล้ว ลมพิษก็อาจจะยังปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เพราะฉะนั้นเมื่อมีอาการ ลมพิษขึ้นกับผู้ใด จึงควรงดรับประทานยาแก้ปวดลดไข้ กลุ่มแอสไพริน และใช้พาราเซตามอลแทนจะปลอดภัยกว่า

ส่วนยาเพนนิซิลินนั้น ร้านขายยามักจะจ่ายให้ในรายที่เป็นหวัด เจ็บคอเสมอ ถ้ารับประทานแล้วมีลมพิษ หรือเคยมีผื่นลมพิษในอดีต ไม่ควรเสี่ยงที่จะรับประทานยาเพนนิซิลินอีก เพราะยังมียาปฏิชีวนะอื่นๆ ใช้ทดแทนได้และอัตราการแพ้น้อยมาก เช่น อีรีโทรมัยซิน ซึ่งผลิตได้เองในประเทศไทย และราคาไม่แพงมาก

ควรปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อต้องรับประทานยา

1. ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะโอกาสจะได้รับประทานยาถูกต้องกับโรคภัยไข้เจ็บ ที่เป็นอยู่นั้นยากมากเพราะต้องทราบก่อนว่าเป็นโรคอะไร จึงจะใช้ยาได้ถูกกับโรค แพทย์จะบอกว่า เป็นโรคอะไรได้ถูกต้องแม่นยำมากกว่าพนักงานขายของต่างๆ
2. เมื่อจะกินยา ควรมีข้อมูลที่แน่นอนว่า เป็นยาชื่ออะไร หรือถ้ายังไม่ทราบชื่อ ก็จะสามารถขอทราบชื่อยาได้ภายหลังจากแพทย์หรือร้านขายย

3. เมื่อเคยแพ้ยาอะไร ต้องจดจำชื่อยาให้แม่นยำไปตลอดชีวิต และเมื่อเจ็บป่วยคราวต่อไป ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่า เคยแพ้ยาใด เพื่อจะได้จ่ายยาชนิดอื่นทดแทน เพราะถ้าไม่แจ้งแพทย์ให้ทราบอาจได้รับยาที่เคยแพ้มาก่อนและอาการแพ้ครั้งต่อไป จะรุนแรงมากกว่าครั้งแรกๆ และแก้ไขได้ลำบากขึ้นกว่าเดิม

4. เมื่อมีผื่นขึ้นตามตัว พร้อมกับมีอาการคันมาก ภายหลังจากการรับประทานยาใด 1-3 สัปดาห์ ควรหยุดยานั้นทันทีและควรพบแพทย์เพื่อการรักษาทันที

อาหารเสริมและสมุนไพรชนิดต่างๆ ประกอบด้วยสารเคมีซึ่งถือเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อร่างกายการรับประทานจะมีผลดีพร้อมผลข้างเคียง รวมถึงอาการแพ้ โดยแสดงอาการออกทางการเป็นผื่นผิวหนัง ถ้ารุนแรงจะแสดงอาการทางอวัยวะในร่างกายด้วย ยกตัวอย่างว่า การรับประทานขี้เหล็กในรูปสมุนไพร ติดต่อกันปริมาณมากและนาน ทำให้เกิดอาการตับอักเสบได้

การรับประทานอาหารที่มีคุณภาพดี มีคุณค่าทางอาหาร ไม่รับประทานอาหารไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด หมั่นออกกำลังกาย บริหารจิตใจให้เข้มแข็ง จะช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ตามสมควร เจ็บป่วยน้อยลง และไม่จำเป็นต้องรับประทานยาแผนปัจจุบัน ยาจีน สมุนไพร และอาหารเสริมต่างๆ โดยถือตามกระแสนิยมและการโฆษณา รวมทั้งการขายตรง ต้องบริโภคสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างมีสติจะเป็นการปลอดภัย และไม่ล่อแหลมต่อการแพ้ยาด้วย

ที่มา : นิตยสารใกล้หมอ/พญ.เยาวเรศ นาคแจ้ง/สาระแห่งสุขภาพ
ช่วงหน้าแล้ง แดดจัด ลมแรง ฝุ่นมาก ตัวการนำไปสู่ต้อลม ต้อเนื้อครับ

ต้อเนื้อและต้อลม
เป็นโรคตาที่พบได้บ่อยมาก แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงแบบต้อหินและต้อกระจก ต้อเนื้อเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงของเยื่อบุตา (ตาขาว) มีลักษณะเป็นแผ่นเนื้อสีแดงๆ รูปสามเหลี่ยมงอกจากเยื่อบุตาลามเข้าไปบนกระจกตา (ตาดำ) มักพบบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ต้อเนื้อจะค่อยๆ โตอย่างช้าๆ ส่วนใหญ่มักเป็นนานร่วมสิบปีจึงจะรู้สึกว่าเป็นมากขึ้น ถ้าเป็นมากจะลามเข้าถึงกลางกระจกตาปิดบังการมองเห็นบางส่วน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตามัวได
ต้อลมเป็นโรคในกลุ่มเดียวกับต้อเนื้อแต่เป็นน้อยกว่า มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อขนาดเล็ก นูน สีขาว หรือเหลืองอยู่ข้างๆ กระจกตา แต่ไม่ได้ลุกลามไปบนกระจกตา
ต้อเนื้อและต้อลมอาจมีการอักเสบได้ ทำให้เยื่อบุตาบริเวณนั้นแดง ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บตาและเคืองตา

สาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเนื้อและต้อลม
ต้อเนื้อและต้อลม เกิดจากการที่ตาได้รับรังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงแดดเป็นเวลานานร่วมกับการโดนฝุ่นละออง ควัน ลม ความแห้งแล้ง อากาศร้อนและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา โรคนี้จึงมักเกิดกับผู้ที่อยู่ในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง มีหลายคนเข้าใจผิดว่าต้อเนื้อเกิดจากการรับประทานเนื้อ จึงป้องกันโดยการไม่รับประทานเนื้อ เพราะกลัวว่าจะทำให้เป็นมากขึ้นซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะโรคนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอาหารที่รับประทาน คำว่า “เนื้อ” ในที่นี้มาจากลักษณะของโรคที่เห็นเป็นก้อนเนื้องอกขึ้นมา

อาการ
ผู้ที่เป็นต้อเนื้อและต้อลม จะมีอาการเคืองตา แสบตา คันตา ตาแดง น้ำตาไหล อาการจะเป็นมากขึ้นเมื่ออยู่กลางแจ้ง โดนแดด โดนลม ในผู้ที่เป็นน้อยมักไม่มีอาการผิดปกติ โดยทั่วไปต้อเนื้อและต้อลมจะไม่ทำให้เกิดอาการตามัว ยกเว้นในรายที่ต้อเนื้อเป็นมากจนลามเข้ามากลางกระจกตา บังการมองเห็นจึงจะมีอาการตามัว

การรักษา
• ใส่แว่นกันแดด ในเวลาที่ออกกลางแจ้งเพื่อลดอาการต่างๆ ทำให้รู้สึกสบายตาขึ้น
• ต้อลมและต้อเนื้อที่เป็นไม่มาก ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องรักษา สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้โดยไม่มีอันตราย
• ให้ยาหยอดตา ผู้ที่เป็นต้อลมและต้อเนื้อถ้ามีอาการเคืองตา น้ำตาไหล ตาแดง แพทย์จะให้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองตาและทำให้ตาไม่แดง แต่ยาหยอดตาไม่สามารถทำให้ต้อเนื้อและต้อลมหายไปได้
• การผ่าตัด ในผู้ที่เป็นต้อเนื้อซึ่งลุกลามเข้าไปบนกระจกตาขนาดพอสมควร แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาโดยการผ่าตัด แต่ถ้าเป็นน้อยก็ไม่จำเป็นต้องทำผ่าตัด ส่วนต้อลมนั้นไม่จำเป็นต้องผ่าตัดออกเพราะเป็นเพียงก้อนเนื้อขนาดเล็กๆ ที่ไม่มีอันตรายต่อตา

ที่มา ร พ. จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
"โรคความดันโลหิตต่ำ ภัยร้ายที่ไม่อาจมองข้าม"

มักมีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย แม้ว่านอนหลับและทานอาหารได้ดี

เป็นที่ทราบกันว่าโรคความดันโลหิตสูงนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง จึงทำให้ผู้คนเอาใจใส่และให้ความสำคัญทว่าภัยของโรคความดันโลหิตต่ำนั้นคนทั่วไปมักไม่รู้เท่าทัน เรามักจะพบผู้ป่วยที่มีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย ไม่สดชื่นแม้ว่านอนหลับและทานอาหารได้ดีตามปกติ อีกทั้งยังเสริมอาหารและวิตามินบำรุงร่างกายอย่างเต็มที่ ส่วนด้านการงานก็ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยและไม่มีความกดดัน ทว่ายังคงรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง โดยเฉพาะหลักจากรับประทานอาหารมือกลางวันแล้วจะรู้สึกง่วงซึม เรี่ยวแรงหดหาย นั่งฟุบโต๊ะหาวหวอดๆ จนน้ำหูน้ำตาไหล ไม่มีสมาธิในการทำงานยิ่งไปกว่านั้นอาจมีอาการใจสั่น ขี้หนาว ในขณะที่เพื่อนร่วมงานล้วนคิดว่าอุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศกำลังพอเหมาะแต่ตนเองกลับรู้สึกว่าช่างหนาวเย็นจับใจจนต้องสวมเสื้อคลุมทับ แต่พอไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลกลับไม่พบความผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรตรวจวัดความดันโลหิตเพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นผลมาจากความดันโลหิตต่ำ

อย่างไรถึงเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ

โดยทั่วไปในทางการแพทย์ ความดันโลหิตของผู้ใหญ่ที่ต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) และความดันโลหิตของผู้สูงอายุที่ต่ำกว่า 100/70 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) จะถูกจัดว่าเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ ซึ่งจะพบบ่อยในสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นความดันโลหิตต่ำ

ความดันโลหิตต่ำมีชนิดใดบ้าง...

ความดันโลหิตต่ำแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง โดยความดันโลหิตต่ำชนิดเฉียลพลันหมายถึงว่า ความดันโลหิตต่ำลงอย่างฮวบฮาบจากเกณฑ์ปกติ ซึ่งจะแสดงอาการหลัก ๆ คือ หน้ามืดและช็อคหมดสติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นลมหรือหัวใจล้มเหลว แต่ภาวะความดันโลหิตต่ำที่เราพูดถึงกันโดยทั่วไปนั้นหายถึงความดันโลหิตต่ำชนิดเรื้อรัง ซึ่งแบ่งประเภทได้ดังต่อไปนี้

1.ความดันโลหิตต่ำที่เป็นมาแต่กำเนิดหรือไม่ทราบสาเหตุ: ส่วนใหญ่พบว่าเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือรูปร่างที่อ่อนแอผอมบาง ซึ่งมักจะพบในหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวและผู้สูงอายุ บางรายไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่ในรายที่เป็นมากอาจจะมีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ใจสั่น วิงเวียน ศีรษะ ปวดศีรษะหรืออาจจะถึงขั้นเป็นลม โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงอาการจะยิ่งชัดเจนขึ้

2.ความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนอิริยาบถ: หมายถึงความดันโลหิตจะลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนท่าทางจากการนอนมาเป็นการนั่งหรือยืนในทันที หรือมีการยืนนาน ๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติจนเกิดอาการเวียนศีรษะ ตาพร่า คลื่นไส้ ใจสั่น ปวดต้นคอ ปวดหลังฯลฯ

3.ความดันโลหิตต่ำจากการใช้ยาหรือการเจ็บป่วยของร่างกาย: เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ โรคมะเร็ง โรคตับอักเสบ วัณโรค โรคหัวใจรูมาติก ขาดสารอาหารเรื้อรัง ยาลดความดันโลหิต ยากกล่อมประสาท ยาต้านโรคซึมเศร้า เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงใช้ยาความดันมากเกินขนาดเพื่อให้ความดันโลหิตต่ำลงโดยเร็วและลดต่ำลงมากยิ่งขึ้น ก็จะส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างเฉียบพลันหลังปัสสาวะ เนื่องจากปัสสาวะถูกขับออกไปทำให้ความดันในช่องท้องลดต่อลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่กลับไปสู่หัวใจลดน้อยลงด้วย ทำให้เกิดอาการเป็นลมเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลงอย่างเฉียบพลันซึ่งมักจะเกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้สูงอายุตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึง

โรคความดันโลหิตต่ำมีอาการอย่างไร

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำบางรายจะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ แต่บางรายจะมีอาการหูอื้อ ปวดศีรษะ ตาลาย ปวดหลังและบั้นเอว มือเท้าเย็น อ่อนเพลีย สมองล้า ขี้หลงขี้ลืม ขาดสมาธิ หรือรู้สึกว่าสมองถูกบีบคั้น ปวดแสบปวดร้อน หรือท้องเดิน ท้องผูก มีแก๊สสะสมในลำไส้ ท้องอืดท้องเฟ้อ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือประจำเดือนมาผิดปกติ ฯลฯ

อันตรายจากความดันโลหิตต่ำไม่อาจมองข้ามได้

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าความดันโลหิตและไขมันในเลือดนั้นเหมือนกันคือยิ่งต่ำยิ่งดี ทว่าแม้จะต่ำก็ต้องมีขีดจำกัด หากความดันโลหิตต่ำเกินไปย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง เลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ง่ายต่อการเกิดลิ่มเลือดทำให้หลอดเลือดอุดตัน หลอดเลือดฝอยส่วนปลายในร่างกายขาดเลือดไปเลี้ยง รวมท้งเกิดการคั่วของคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียจากกระบวนการเมตาบอลิซึมและที่สำคัยคือ อาจจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมองเนื่องจากขาดออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืด ขี้หลงขี้ลืมสมองล้า ไม่มีสมาธิฯลฯ หากไม่มีการบำบัดอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลดลง ความสามารถในกาองมองเห็นและการได้ยินลดลง อ่อนเพลียซึมเศร้าก่อให้เกิดอาการอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุหรือเป็นตัวเร่งอาการให้หนักขึ้นหรืออาจส่งผลให้หกล้มเนื่องจากเป็นลม ทำให้กระดูกหักได้ อีกทั้งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วย

การแพทย์จีนมีวิธีบำบัดโรคความดันโลหิตต่ำอย่างไร...

การแทพย์จีนได้จัดโรคความดันโลหิตต่ำให้อยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากการพร่องลงของพลังซี่และเลือดในร่างกายหรือที่เรียกว่าชี่พร่อง-เลือดพร่องนั่นเอง เลือดกับพลังชี่มีคุณสมบัติต่างกันคือ เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งและให้ความชุ่มชื้น ส่วนพลังชี่เนหยางชอบความเคลื่อนไหวและให้ความอบอุ่น ความสัมพันธ์ของเลือดกับพลังชี่แท้ที่จริงแล้วก็คือความสัมพันธ์ของหยิน-หยางในระบบการไหลเวียนของเลือดนั่นเอ

-เลือดกับพลังชี่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน; กระบวนการเกิดและการสร้างเลือดต้องอาศัยพลังชี่และการเคลื่อนไหวของพลังชี่ ถ้าพลังชี่สมบูรณ์ เลือดก็จะสร้างขึ้นมาได้อย่างเพียงพอ และในทางกลับกันพลังชี่ก็ต้องอาศัยเลือดไปหล่อเลี้ยงและให้ความชุ่มชื้น การไหลเวียนของเลือดจะนำพาพลังชี่ไปสู่ทุก ๆ เซลล์ของร่างกาย ถ้าเลือดพร่องลง พลังชี่ก็จะพร่องตามไปด้วย ทำให้ชี่พร่องและเลือดพร่องมักจะเกิดขึ้นร่วมกันอยู่เสมอ

-พลังชี่ผลักดันการไหวเวียนของเลือด: เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งไม่สามารถไหลเวียนได้เองต้องอาศัยแรงผลักดันจากพลังชี่ จึงกล่าวได้ว่า พลังวิ่งเลือดเดิน พลังนิ่งเลือดหยุด ถ้าพลังชี่พร่องลง เลือดก็จะไหลเวียนช้าลง ทำให้ชี่และเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างทั่วถึงส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ อวัยวะต่าง ๆ ได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้

การแพทย์แผนจีนจึงนิยมให้วิธีบำรุงชี่-บำรุงเลือดเพื่อบำบัดภาวะความดันโลหิตต่ำ เมื่อชี่-เลือดในร่างกายสมบูรณ์ขึ้น ความดันโลหิตก็จะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติอาการต่าง ๆ ที่เกิดจากโรคความดันโลหิตต่ำก็จะทุเลาลงหรือหายไปในที่สุด

วิธีการดูแลร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำ

1.วัดความดัน: หมั่นวัดระดับความดันโลหิตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของระดับความดันโลหิตในร่างกาย

2.พักผ่อนให้เพียงพอ: ความเหน็ดเหนื่อย การนอนหลับไม่เพียงพอต่างก็ยิ่งทำให้ความดันโลหิตต่ำลงดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการตรากตรำทำงานเกินควร หลีกเลี่ยงการนอนดึก และเวลานอนหลับไม่ควรนอนหนุนหมอนที่ต่ำเกินไป

3.หลีกเลี่ยงการยืนนาน ๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบทอย่างรวดเร็วเกินไป: การเก็บของไม่ควรก้มศีรษะลงโดยตรงแต่ควรทรุดตัวนั่งยอง ๆ ลงก่อน ยามตื่นนอนไม่ควรลุกยืนขึ้นมาในทันทีทันใด แต่ควรรอให้แน่ใจว่าร่างกายเข้าที่เข้าทางแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น

4.ใส่ใจสภาพแวดล้อมและการแต่งกาย: ไม่ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศร้อนอบอ้าวนานเกินไป เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตต่ำลง นอกจากนี้การผูกเน็คไทแน่นเกินไป การสวมเสื้อที่มีปกเสื้อสูงหรือคอเสื้อแคบเกินไปอาจจะไปกดทับหลอดเลือดแดงบริเวณต้นคอส่งผลให้ความดันต่ำลงจนหน้ามืดเป็นลมได้

5.เพิ่มสารอาหารให้เพียงพอ: ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำนั้น หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตยิ่งต่ำลงไปอีก แต่หากเสริมอาหารให้เพียงพอจะช่วยให้ความดันโลหิตเข้าใกล้ระดับปกติมากยิ่งขึ้นอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ก็มีโอกาสที่จะลดลงหรือหายไปได้
6.ลดการรับปรทานอาหารที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำลง: เช่น เชลเลอรี ฟักเขียว ถั่วเขียว มะระ หอมหัวใหญ่ สาหร่ายทะเล หัวไชเท้า เป็นต้น

7.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายทำให้ระบบประสาทเกิดความสมดุล หลอดเลือดหัวใจแข็งแรงทั้งยังรักษาความดันโลหิตต่ำให้ดีขึ้น

8.เลือกประเภทการออกกำลังอย่างเหมาะสม: ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนอิริยาบท ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่ต้องยืนนาน ๆ หรือต้องเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ ส่วนผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำจากโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายก่อนการออกกำลังควรตรวจสอบสมรรถภาพร่างกายก่อนทางที่ดีควรออกกำลังภายใต้คำแนะนำของแพทย์และครูผู้เชี่ยวชาญ

9.ใช้ยาอย่างระมัดระวัง: หากต้องไปพบแพทย์เนื่องจากอาการเจ็บป่วยใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าว่าตนมีอาการความดันโลหิตต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลงไปอีก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก