วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


***แตงไทย..ผลไม้มากคุณค่าแต่ด้อยราคา อายุสั้น***

ผลแตงไทยมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ บำรุงน้ำนม ขับเหงื่อ มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ดี นอกจากนี้ในแตงไทยยังมีวิตามินที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ซึ่งช่วยสมานผิว บำรุงผิวพรรณให้ขาวผ่องใส บำรุงสายตา ขจัดเซลล์ผิวเก่า เผยเซลล์ผิวใหม่ที่ขาวใสกว่าเดิม ลบรอยด่างดำ และความหยาบกร้านของผิว

ลดผิวอักเสบ
ใช้แตงไทยสุกบดละเอียด ½ ถ้วย นมสด ½ ถ้วย นำส่วนผสมทุกอย่างคนให้เข้ากัน จนได้เนื้อครีมเข้มข้น จากนั้นก็นำส่วนผสมที่ได้พอกให้ทั่วบริเวณที่ผิวอักเสบจากการโดนแดดหรือถูกความร้อน ทิ้งไว้สัก 10-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำเย็นจัด จะช่วยลดการแสบร้อนจากการถูกแดดเผาได้

หน้าใสไร้สิว
ใช้แตงไทยสุก ½ ถ้วย นมสด ½ ถ้วย และไข่ไก่ 1 ฟอง นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นรวมกันจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็นำมาพอกหน้าให้ทั่วก่อนเข้านอน พอกทิ้งไว้สัก 20-30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดจะรู้สึกได้ว่าผิวหน้าชุ่มชื้น นวลเนียน ขาวใสขึ้น และมีกลิ่นหอมอ่อนๆของแตงไทยด้วย

ข้อเสนอแนะ
แตงไทยที่ใช้ควรเป็นแตงไทยสุกงอม เมื่อนำไปบำรุงผิวจะได้ผลมากกว่าแตงไทยห่าม เนื่องจากแตงไทยมีฤทธิ์เย็น จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผิวแห้ง และผิวที่โดนแสงแดดบ่อยๆ เนื้อแตงไทยมีความหยาบอยู่ เมื่อนำไปขัดผิวขณะอาบน้ำ จะช่วยทำความสะอาดผิวได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น

*น้ำแตงไทยปั่น*
ผลแตงไทย 1 ผล
น้ำเชื่อม 1/2 ถ้วยตวง
น้ำต้มสุก 2 ถ้วยตวง
เกลือ 1/4 ถ้วยตวง
น้าแข็งป่น ตามใจชอบ

วิธีทำ
แตงไทยสุกล้างให้สะอาด ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้ได้ 1 ถ้วยตวง ส่วนเมล็ดไม่ใช้ นำเนื้อแตงไทยที่หั่นเรียบร้อยแลเว ลงใส่ในเครื่องปั่น เติมน้ำต้มสุกลงรวมด้วย เปิดเครื่องปั่นจนเนื้อแตงไทยแหลกละเอียดจึงหยุดเครื่อง เติมน้ำเชื่อม เหยาะเกลือเล็กน้อย ชิมรสหวานตามชอบ เมื่อจะดื่มจึงเติมน้ำแข็งพอสมควร เครื่องดื่มชนิดนี้ควรดื่มแบบเย็นจะทำให้ได้รสชาติดี รู้สึกสดชื่น

หากต้องการให้น้ำแข็งเป็นเกล็ดละเอียด ก็ให้เติมน้ำแข็งพร้อมกับน้ำเชื่อม และเกลือ เปิดเครื่องปั่นอีกครั้ง ปั่นจนก้อนน้ำแข็งละเอียดเป็นเกล็ด วิธีนี้จะได้ความเย็นจากน้ำแข็งมากว่าวิธีแรก

ที่มา : anusorn991.blogspot.com+rakball.net

***มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่***

ผลมะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ ซึ่งนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ได้เรียกชื่อผลไม้ชนิดนี้ให้สอดคล้องกับผลไม้ในวรรณคดีไทย เรื่องนางสิบสองตอน พระรถเมรี เนื่องจากทานผลสดแล้ว รสชาติจะเปรี้ยวมาก หากรู้สึกง่วงนอน จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยและตื่นตัวขึ้นมาทันที แต่ปัจจุบัน เกษตรกรเรียกชื่อสั้นลง กลายเป็น"มะม่วงหาวมะนาวโห่"แทน ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มรู้จัก และต้องการผลมะม่วงหาว มะนาวโห่ มากขึ้น เพราะทางวิชาการระบุว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถต้านทานอาการหวัดได้ดี วงการแพทย์ได้นำไปใช้รักษาโรคควบคู่กับยาแผนปัจจุบัน

ผลสุกมะม่วงไม่รู้หาว รสเหมือนมะม่วงสุก
ผลสุกมะนาวไม่รู้โห่ รสเหมือนเปลือกมะนาวดองเค็มตากแห้ง

1. มะม่วงไม่รู้หาว เป็นชื่อพ้องของมะม่วงหิมพานต์
สรรพคุณทางยาสมุนไพร

- ผล ฆ่าเชื้อ ขับปัสสาวะ พอกดับพิษ แก้ลักปิดลักเปิด

- เมล็ด แก้กลากเกลื้อน แก้เนื้อหนังชาในโรคเรื้อน แก้โรคผิวหนัง แก้ตาปลา แก้เนื้องอก บำรุงไขข้อ บำรุงกระดูก บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกำลงั บำรุงผิวหนัง

- เปลือก แก้บิด ขับน้ำเหลืองเสีย แก้ท้องเสีย แก้กามโรค ทำยาอมรักษาแผลในปาก แก้ปวดฟัน พอกดับพิษ

- ยอดอ่อน รักษาริดสีดวงทวาร

- ยาง ทำลายตาปลา กัดทำลายเนื้อที่ด้านเป็นปุ่มโต แก้เลือดออกตามไรฟัน รักษาหูด รักษาขี้กลาก แผลเนื้องอก โรคเท้าช้าง

- น้ำมัน ฆ่าเชื้อ ทาถูนวดให้ร้อนแดง ยาชา รักษาโรคเรื้อน กัดหูด แก้ตาปลา แก้บาดแผลเน่าเปื่อย


2. ต้นมะนาวไม่รู้โห่ เป็นชื่อพ้องของต้นหนามแดง

ลักษณะ เป็นไม้พุ่มยืนต้น สูงราว 2-5 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมียางสีขาว และมีหนามแหลมยาว ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่กลับ เรียงตรงข้าม ขอบใบเรียบ ผิวใบมัน เนื้อใบ เรียบ ดอกเล็กสีขาวออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง โคนดอกมีสีชมพูหรือแดงอ่อน และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกตลอดปี ส่วนผลเป็นผลเดี่ยวออกรวมกันเป็นช่อ ผลอ่อนจะมีสีชมพูอ่อนๆ และค่อยๆ เข้มขึ้นเป็นสีแดง กระทั่งสุกจึงกลายเป็นสีดำ

สรรพคุณทางยาสมุนไพรพบว่า

- ราก แก้คัน ทำให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับพยาธิ บำรุงกระเพาะอาหาร ดับพิษร้อน แก้ไข้

- แก่น บำรุงไขมันในร่างกาย บำรุงธาตุ ทำให้ร่างกายแข็งแรง

-เนื้อไม้ บำรุงไขมันในร่างกาย บำรุงธาตุ แก่อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง

- ใบ แก้ท้องเสีย แก้เจ็บคอ เจ็บในปาก แก้ปวดหู แก้ไข้
- ผล รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ฝาดสมาน

ที่มา : http://samunprideedee.blogspot.com/
***เสาวรส...***

“เสาวรส” หรือที่บางคนเรียกว่า กะทกรกฝรั่ง หรือจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Passion Fruit นั้น เป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถวๆ ทวีปอเมริกา แต่ก็เติบโตได้ดีในประเทศไทย ผลมีลักษณะต่างกันไปตามพันธุ์ มีทั้งรูปกลม รูปไข่ แต่สำหรับเนื้อภายใน ก็มีหน้าตาคล้ายทับทิมบ้านเรานี่เอง

ชาติของเสาวรสนี้ก็ออกเปรี้ยว คนจึงนิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม ทั้งเป็นน้ำเสาวรสคั้นสด หรือเอามาผสมกับน้ำผลไม้อื่นๆ อย่างน้ำส้ม สัปปะรด หรือแอปเปิ้ลก็ได้ และด้วยความเปรี้ยวนี้เองทำให้เสาวรสอุดมไปด้วยวิตามินซี ใครที่เป็นหวัดเจ็บคออยู่ก็จิบน้ำเสาวรสเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาอาการได้ หรือใครที่ยังไม่เป็นหวัด วิตามินซีในเสาวรสก็จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้อีกต่างหาก และนอกจากวิตามินซีแล้ว เสาวรสก็ยังมีวิตามินเอ โดยเฉพาะสารแคโรทีนอยด์ จึงช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่งได้ด้วย

ประโยชน์ของเสาวรสยังไม่หมดแค่นั้น เพราะการดื่มน้ำเสาวรสเป็นประจำทุกวันก็ยังช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ และรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้อีกต่างหาก ส่วนการบริโภคนั้นนอกจากจะดื่มเป็นน้ำผลไม้แล้ว ถ้าอยากจะกินผลสดๆ เลยก็สามารถทำได้เช่นกัน

เสาวรสเป็นไม้เลื้อย ที่ให้ผลมาก ในหน้าหนาว มีรสเปรี้ยวอุดมด้วย วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน ซึ่งทำหน้าที่ให้สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่สำคัญต่อร่างกาย จึงช่วยรักษาสุขภาพ และความสมดุลในระดับเซลล์ และยังให้เส้นใย ซึ่งมีผลดีต่อระบบขับถ่าย

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555



อัญชัน เป็นไม้เลื้อย ลำต้นมีสีเขียวมีขน ใบสีเขียวเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ดอกสีน้ำเงินแก่ตรงกลางมีสีเหลืองบางชนิดมีสีขาว หรือสีม่วงอ่อน ผลแบบฝักถั่ว ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ชอบความชื้นปานกลาง ขึ้นงอกงามดีในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง ชอบแสงทั้งวันอัตราการเจริญเติบดีมาก นิยมปลูกตามรั้ว เป็นซุ้ม เป็นพันธุ์ไม้ในเขตร้อน ขึ้นได้ทั่วไป

ดอกอัญชัน มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเล็กๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมและนัยน์ตามากขึ้น สารแอนโทรไซยานินนี้จะพบในผลไม้และดอกไม้ที่มีสีน้ำเงิน สีแดง หรือสีม่วง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ โดยที่พืชจะสร้างสารนี้ขึ้นมา เพื่อป้องกันดอกหรือผลตัวเอง จากอันตรายของแสงแดดหรือโรคภัย

ดอกสกัดสีมาทำสีประกอบอาหารได้ ดอกมีคุณค่าทางสมุนไพรช่วยปลูกผม ราก บำรุงตาลดอาการของโรคทางสายตา แก้ตาฟาง ตาแฉะ ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ รากใช้ถูฟันแก้ปวดฟัน

**ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ**

คุณค่าทางอาหาร
สารอาหารให้สารสีฟ้า ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันความเสื่อมของร่างกาย บำรุงผมให้สีเข้มเสมอ บำรุงสายตาป้องกันอันตรายจากแสงจ้า ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคร้าย



คุณค่าทางยา
ดอกมีคุณค่าทางสมุนไพรช่วยปลูกผม ราก บำรุงสายตา ลดอาการของโรคทางสายตา เช่น ตาฟาง ตาแฉะ ตาอักเสบ ตาเสื่อมจากเบาหวานปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ



คำแนะนำ
เลือก อัญชันสีน้ำเงิน เชื่อว่าสารอาหารจะมีมากกว่าสีอื่น และยังสวยงามเวลาทำเป็นน้ำอัญชัน หากมีดอกสดมาก สามารถผึ่งในที่ร้อนและแห้ง โดยไม่โดนแดดจัด รอให้แห้ง เก็บไว้ในโถปิดสนิท จะใช้ได้ประมาณ 6 เดือน

ใช้ดอกแห้ง สัก 10 ดอก/แก้ว แทนดอกสด 5 ดอก ใช้ดอกแห้งเรียกว่าชาอัญชัน จะไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว และไม่มีรสชาติ สามารถปรุงแต่งรสได้ตามชอบ เช่น น้ำผึ้ง,น้ำตาล,น้ำมะนาว เป็นต้น
***ข้าวโอ๊ตกับโยเกิร์ต ลดคอเลสเตอรอล***

เมนูอาหาร "ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต" เป็นเมนูอาหารที่สามารถทำได้ง่ายๆ และมีประโยชน์มากมาย ในช่วงวันหยุดยาวหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ การนอนพักผ่อนอยู่บ้านแบบสบายๆ จิบเบียร์ นอนดูหนัง การกินจุบจิบต่างๆ อาจจะทำให้ความอ้วนมาเยือนท่านได้ไม่ยาก เพื่อไม่ให้ท่านหิวบ่อย รับประทานอาหารบ่อยครั้ง ท่านควรเลือกอาหารที่อิ่มนาน อย่างเช่น "ข้าว โอ๊ต ธัญพืชที่รับประทานแล้วทำให้รู้สึกอิ่มนาน ทำให้จำนวนการกินจุบจิบน้อยลง ก็เท่ากับช่วยให้ท่านได้ควบคุมน้ำหนัก หรือลดความอ้วนไปด้วย"

ข้าวโอ๊ตประกอบไปด้วยไฟเบอร์แบบละลายน้ำ ชื่อว่า เบต้า-กลูแคน มีประโยชน์ทางด้านระบบขับถ่าย ที่สำคัญคือกากใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่ประกอบอยู่ในข้าวโอ๊ต ทำหน้าเหมือนกับฟองน้ำที่จะมาช่วยซับคอเลสเตอรอลในลำไส้ แล้วขับออกมาจากร่างกายโดยการขับถ่าย ทำให้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด และโรคหัวใจ

ถ้าหากท่านทราบประโยชน์ของข้าวโอ๊ตแล้ว แต่ติดอยู่ที่รสชาติไม่อร่อยเหมือนข้าวสวย ท่านก็ลองทำเมนูของง่ายๆ เช่น ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต เพียงแค่มีโยเกิร์ตธรรมดาๆสัก 1ถ้วย หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ใส่ข้าวโอ๊ตที่ สุกแล้วลงไปผสมประมาณ 2ช้อนโต๊ะ แล้วเติมน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มรสหวานตามชอบ จะช่วยชูรสให้อร่อยยิ่งขึ้น รับประทานง่าย และยังสามารถใส่ผลไม้ต่างๆ เช่น สัปปะรด หรือกล้วยหอม เพิ่มไปได้อีก "หากท่านไม่ชอบรับประทานโยเกิร์ต ท่านก็สามารถใช้นมสดแทนได้"

โดยการใช้นมสดสัก 1กล่อง ( 250 cc ) อุ่นนมให้ร้อน ระหว่างอุ่นให้เติมข้าวโอ๊ต และน้ำผึ้งลงไป คนเรื่อยๆจนเข้ากันแค่นี้ก็เรียบร้อย ตักใส่ถ้วย ควรรับประทานตอนนมอุ่นๆ ไม่ควรปล่อยให้เย็น เพราะจะทำให้ข้าวโอ๊ตอืด นมไม่น่ารับประทานและทำให้เสียรสชาติไปถ้าหากปล่อยให้เย็น
***ยาพาราเซตามอล กินมากกินบ่อยระวังให้ดี***

ยาพาราเซตามอล เป็นยาสามัญประจำบ้าน มีขายในชื่อการค้าต่าง ๆ กัน เช่น ไทลีนอล พานาดอล เทมปร้า คาลปอล ซาร่า พาราคิทไซรัป และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีผสมอยู่ในยาแก้ไขหวัดหลายยี่ห้อ เช่น ดีคอลเจน ทิฟฟี่ นูต้า เป็นต้น บางทีก็ผสมอยู่ในยาแก้ปวดเมื่อยคลายกล้ามเนื้อ เช่น มัสคอล นอร์เจสิก พาราฟอน ฟอร์ด เป็นต้น

ยาพาราเซตามอล ใช้เพื่อเป็นยาบรรเทาอาการปวดหรือลดไข้ แต่ไม่สามารถลดอาการกล้ามเนื้อเกร็ง บวมแดง หรือข้ออักเสบได้โดยตัวของพาราเซตามอลเอง

พาราเซตามอลถือเป็นยาสามัญประจำบ้าน สามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่ก็ไม่ควรซื้อเก็บไว้เป็นจำนวนมาก ยาเม็ดพาราเซตามอลมีอายุนานไม่เกิน 5 ปี หลังวันผลิต ส่วนชนิดน้ำสำหรับเด็ก ปกติมีอายุไม่เกิน 3 ปี และถ้าเปิดขวดแล้วไม่ควรเก็บไว้ นานเกิน 6 เดือน แต่ถ้ายามีลักษณะ สี กลิ่น รส เปลี่ยนไปก่อนวันหมดอายุ ก็ควรทำลายทิ้งเสีย

การให้ยาพาราเซตามอลในเด็กควรใช้ช้อนตวงยาที่ได้มาตรฐาน ถ้าให้เป็นหยดหรือเป็นซีซี ต้องใช้หลอดหยดที่แนบมากับยา และสอบถามเภสัชกรให้ชัดเจนว่า ขีดไหนเป็นขีดที่ถูกต้องสำหรับเด็กของท่าน การหยอดยาให้เด็กสามารถหยอดโดยตรงด้วยหลอดหยอดยานั้น หรืออาจผสมน้ำเล็กน้อยก็ได้ แต่ไม่ควรผสมในขวดนมให้เด็กดูด เพราะยาจะทำให้รสชาติของนมเปลี่ยนไป ทั้งยังอาจเกิดปฏิกิริยากับนมได้ด้วย และถ้าเด็กกินนมไม่หมดก็จะได้ยาไม่ครบตามที่กำหนดไว้ และไม่หายไข้

การกินยาพาราเซตามอลไม่ควรกินมากหรือติดต่อกันนานเกินไป เพราะมีผลให้เกิดตับอักเสบและเป็นอันตรายมากได้ ในผู้ใหญ่ที่ใช้แก้ปวดไม่ควรกินต่อเนื่องกันเกิน 10 วัน ในเด็กไม่ควรกินต่อเนื่องกันเกิน 5 วัน ในผู้ใหญ่หรือเด็กที่มีไข้สูงมาก หรือมีไข้ติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือเคยมีไข้แล้วหายไปแล้วกลับมามีไข้อีก ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุของไข้ ในเด็กไม่ควรให้กินพาราเซตามอลเกินวันละ 5 ครั้ง นอกจากแพทย์สั่งเป็นพิเศษ

เมื่อใช้พาราเซตามอลไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งเสริมฤทธิ์การเป็นพิษต่อตับยิ่งขึ้น และก่อนใช้ยาสามัญอื่น ๆ เช่น ยาแก้ไขหวัด ยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ควรอ่านดูส่วนประกอบเสียก่อน ว่ามีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบด้วยหรือไม่ เพื่อป้องกันการได้ยาซ้ำซ้อนจนเกินขนาด

ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น ไวรัสตับอักเสบ ตับแข็ง ไม่ควรซื้อพาราเซตามอลมากินเอง เพราะจะทำให้อาการเลวลงได้

การเก็บรักษายาพาราเซตามอล สามารถเก็บในขวดที่ปิดแน่นไม่ตากแดด ไม่ร้อนไม่ชื้น ต้องเก็บยาให้พ้นมือเด็ก และเก็บที่อุณหภูมิห้องธรรมดาได้ ไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น 

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

*** มาทำน้ำมะระปั่นกันเถอะ ***

มะระ เป็นผักผลผิวขรุขระ ที่มีรสขม เน้นที่มะระจีน เพราะเนื้อมะระจีนนี้ประกอบด้วยวิตามินซี วิตามินบีรวม และเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ เหตุที่เนื้อมะระมีรสขม เพราะ มีสารอัลคาร์ลอยด์ชื่อ โมโมดิดิน ช่วยทำให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อน ๆ สามารถต้านเชื้อไวรัส แถมล่าสุดผลการวิจัยค้นพบว่า มะระขี้นก (ผลเล็ก ๆ ที่แนมกับน้ำพริก )ช่วยต้านเชื้อไวรัส H I V ได้อีกด้วย เรามาดูวิธีทำน้ำมะระปั่นกัน (จำนวน 3แก้ว)

ส่วนผสม
1.เนื้อมะระสดหั่นชิ้น 2 ถ้วย
2.น้ำส้มคั้น 1/2 ถ้วย
3.น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
4.น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ
5.เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
6.น้ำต้มสุกแช่เย็น 1 ถ้วย
7.น้ำแข็งบดละเอียด 1 ถ้วย

ขั้นตอนการทำ
1.เลือกมะระจีนแก่จัด ดูที่เปลือกสีเขียวอมขาว ล้างน้ำให้สะอาด
2. ผ่าเอาเม็ดออก หั่นเป็นชิ้นนำไปแช่ตู้เย็นให้เย็นจัด เพื่อลดความขมและกลิ่นเหม็นเขียว
3.เมื่อเย็นได้ที่ นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้วแล้วดื่ม สูตรนี้ทานแล้วจะช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย