วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
บอระเพ็ด สุดยอดยาอายุวัฒนะ
บอระเพ็ด สุดยอดยาอายุวัฒนะ
สมุนไพรไทยของเรามีอยู่หลายชนิด วันนี้เรามีสมุนไพรชนิดหนึ่งมาแนะนำ เป็นสมุนไพรที่แค่ได้ยินชื่อหลายคนอาจเข็ดขยาดกับความขมของมัน พืชชนิดนั้นคือ บอระเพ็ดนั่นเองครับ แต่ภายในความขมของบอระเพ็ดนั้น แฝงด้วยสรรพคุณหลายๆอย่างโดยเฉพาะสรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทย ถ้าไม่เชื่อมาลองดูกัน
บอระเพ็ดชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.)Miers ex Hook.f.& Thomson ชื่อยาวมาก ไว้วันหลังจะพูดถึงหลักการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชสมุนไพรไพรไทย
และพืชอื่นๆให้ฟังนะครับ)
เป็นพืชวงศ์ Menispermaceae
ชื่ออื่นๆตามภูมิภาค เถาหัวด้วน (ภาคกลางแถวสระบุรี) หางหนู จุ่มจะลิง (ภาคเหนือ) เจตมูลหนาม(ภาคอิสาน หนองคาย) เครือกอฮอร์ (ภาคอิสาน อุดรธานี)
ลักษณะทั่วไปของบอระเพ็ด
เป็นไม้เถาเลื้อย เถาค่อนข้างกลมขนาดของเถาเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร โดยจะมีปุ่มรอบๆเถาสีดำ รสขมมาก(มากแบบมากจริงๆนะครับ) ใบของบอระเพ็ดเป็นรูปหัวใจ ปลูกง่ายตามข้างรั้ว หรือเลื้อยพันกับต้นไม้ใหญ่
สรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทย
ราก ถอนพิษไข้
ต้น ลดไข้เช่นเดียวกับราก บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร ปรับสมดุลในร่างกาย นอกจากนี้ตามตำราสมุนไพรไทยกล่าวว่า สามารถช่วย บำรุงกำลัง และยังเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย
วิธีใช้บอระเพ็ดเป็นยาอายุวัฒนา
เนื่องจากว่าส่วนต้นของบอระเพ็ด มีความขมมาก จะรับประทานสดสด คงไม่ไหม ต้องมีวิธีปรุงยาสมุนไพรไทยก่อน ขอแนะนำสามวิธีดังนี้
1. ใช้เถาบอระเพ็ดหั่นแล้วตากแห้ง จากนั้นบดเป็นผงผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานก่อนนอนวันละ 3-5 เม็ด
2. สำหรับคนที่ไม่แพ้แอลกลอฮอร์ ใช้เถาสดดองเหล้า โดยจะใช้บอระเพ็ดสดประมาณ 2 ขีดหั่นเป็นข้อใส่ในโถเหล้า ส่วนการดื่มให้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชาก่อนอาหารเย็น
3. วิธีนี้ง่ายที่สุด คือนำบอระเพ็ดตากแห้ง แล้วนำมาบดใส่แคปซูล ทานวันละ 2-3 แคปซูลโดยทานก่อนอาหารเช้า เย็น (อาจทานเช้าเย็น มื้อละแคปซูล หรือเช้า 1 เย็น 2 ก็ได้)
วิธีใช้บอระเพ็ดเป็นยาบรรเทาไข้ ลดความร้อน
ใช้เถาแก่สด หรือต้นสด ประมาณ 15-20 เซนติเมตร (30-40 กรัม) ตำให้แหลกและคั้นเอาน้ำดื่ม (อย่าลืมใส่ถุงมือตอนคั้นนะครับ ขมติดมือไม่รู้ด้วย )หรือต้มกับน้ำโดยใช้ น้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ
ใช้เถาสด ดองเหล้าโรง แนะนำ 20 ดีกรีก็พอ รับประทานเพียงครั้งละ 1 ช้อนชา
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของบอระเพ็ด ใครเลยจะรู้ว่าเจ้าสมุนไพรอย่างบอระเพ็ดเอง อาจเป็นที่มาของสำนวนที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ก็อาจเป็นได้
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของบอระเพ็ด ใครเลยจะรู้ว่าเจ้าสมุนไพรอย่างบอระเพ็ดเอง อาจเป็นที่มาของสำนวนที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ก็อาจเป็นได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http:ไทยสมุนไพร.net
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
บอระเพ็ด สรรพคุณของบอระเพ็ด และสารพัดประโยชน์ของบอระเพ็ด สมุนไพรไทย !
บอระเพ็ด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น เถากลมมีขนาดใหญ่เป็นปุ่มปม สีเทาอมดำ มีรสขม เปลือกลอกออกได้ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบยาว 8-10 ซม. ดอก ออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ดอกสีเขียวอมเหลือง มีขนาดเล็กมาก ผล รูปทรงค่อนข้างกลม สีเหลืองหรือสีแดง
ส่วนที่ใช้ : ราก ต้น ใบ ดอก ผล ส่วนทั้ง 5 เถาสด
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น : เป็นพันธุ์ไม้เถาเลื้อยเอนอ่อน เมื่ออายุมากเนื้อของลำต้นอาจแข็งได้ เถากลมโตขนาดนิ้วมือ ประมาณ 1-1.5 ซม. เถาอ่อนผิวเรียบสีเขียว เถาแก่สีน้ำตาลอมเขียว ผิว ขรุขระ มีปุ่มปมกระจายทั่วไป ขึ้นเกาะต้นไม้อื่น มักจะมีรากอากาศคล้ายเชือกเส้นเล็กๆ ห้อยลงมาเป็นสาย ใบเดี่ยวเป็นแบบสลับ ใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ยางมีรสขมจัด ดอกออกเป็นช่อ ขนาดเล็กมากมีสีเหลืองอมเขียว ผลเป็นรูปไข่สีเหลืองหรือส้ม
ใบ : เป็นใบเดี่ยว รูปใบพลูหรือรูปหัวใจ โคนใบหยักเว้า มีเส้นใบ 5-7 เส้นที่เกิดจากจุดโคนใบ
ดอก : ออกดอกเป็นช่อตามกิ่งแก่ตรง บริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็กสีเหลืองอมเขียว, แดงอมชมพู, เขียวอ่อน, เหลืองอ่อน ช่อดอก ยาว 5-20 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบดอก กลีบเลี้ยงอย่างละ 6 กลีบ
ผล : มีลักษณะเป็นรูปไข่ กลมรี สีเหลืองถึงแดง ขนาด 2-3 ซม. มีเนื้อเยื่อบางๆหุ้มเมล็ด
การขยายพันธุ์ : ปลูกโดยใช้เมล็ดหรือตัดชำเถาแก่ ควรทำค้างให้บอระเพ็ดเลื้อยด้วย
ส่วนที่ใช้ : เถาแก่
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม : ขึ้นได้ในดินทั่วไป แต่ชอบดินร่วนซุย ควรปลูกในฤดูฝน
สรรพคุณของบอระเพ็ด
ราก
- แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต แก้ไข้พิษ ไข้จับสั่น
- ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
- เจริญอาหาร
ต้น
- แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไข้เหนือ
- บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ - แก้อาการแทรกซ้อน ขณะที่เป็นไข้ทรพิษ
- แก้ไข้เพื่อโลหิต แก้เลือดพิการ
- แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้สะอึก แก้พิษฝีดาษ
- เป็นยาขมเจริญอาหาร
- เป็นยาอายุวัฒนะ
ใบ
- แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไข้จับสั่น
- ขับพยาธิ แก้ปวดฝี
- บำรุงธาตุ
- ยาลดความร้อน
- ทำให้ผิวพรรณผ่องใส หน้าตาสดชื่น
- รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคันตามร่างกาย
- ช่วยให้เสียงไพเราะ
- แก้โลหิตคั่งในสมอง
- เป็นยาอายุวัฒนะ
ดอก
- ฆ่าพยาธิในท้อง ในฟัน ในหู
ผล
- แก้เสมหะเป็นพิษ แก้ไข้พิษ
- แก้สะอึก และสมุฎฐานกำเริบ
ประโยชน์ของบอระเพ็ด
มีการใช้บอระเพ็ดเป็นยาสมุนไพร สรรพคุณ แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุง กำลัง บำรุงไฟธาตุ ช่วยเจริญอาหาร รักษาโรคฝีดาษ โรคไข้เหนือ โรคไข้พิษทุกชนิด ใบ รักษาพยาธิในท้อง รักษาฟัน ตำให้ละเอียดพอกฝี แก้ฟกช้ำ ปวดแสบปวดร้อน ผล เป็นยา รักษาโรคไข้พิษอย่างแรงและเสมหะเป็นพิษ รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ โรคโลหิตพิการ
ในทางการเกษตร มี การนำบอระเพ็ดมาใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น หนอนกอ เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น โรคยอดเหี่ยว โรคข้าวตายพราย และโรคข้าวลีบ เป็นต้น
วิธีใช้บอระเพ็ดเป็นยาบรรเทาไข้ ลดความร้อน
1.ใช้เถาแก่สด หรือต้นสด ประมาณ 15-20 เซนติเมตร (30-40 กรัม) ตำให้แหลกและคั้นเอาน้ำดื่ม (อย่าลืมใส่ถุงมือตอนคั้นนะครับ ขมติดมือไม่รู้ด้วย )หรือต้มกับน้ำโดยใช้ น้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ
2.ใช้เถาสด ดองเหล้าโรง แนะนำ 20 ดีกรีก็พอ รับประทานเพียงครั้งละ 1 ช้อนชา
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของบอระเพ็ด ใครเลยจะรู้ว่าเจ้าสมุนไพรอย่างบอระเพ็ดเอง อาจเป็นที่มาของสำนวนที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ก็อาจเป็นได้
วิธีใช้บอระเพ็ดเป็นยาอายุวัฒนา
เนื่องจากว่าส่วนต้นของบอระเพ็ด จะมีความขมมากหากรับประทานสดสด จึงควรปรุงยาสมุนไพรไทยก่อนแนะนำ3วิธีดังต่อไปนี้
1.เอา เถาบอระเพ็ดหั่นแล้วตากแห้ง จากนั้นบดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานก่อนนอนวันละ 3-5 เม็ด
2. สำหรับคนที่ไม่แพ้แอลกลอฮอร์ ใช้เถาสดดองเหล้า โดยจะใช้บอระเพ็ดสดประมาณ 2 ขีดหั่นเป็นข้อใส่ในโถเหล้า ส่วนการดื่มให้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชาก่อนอาหารเย็น
3. วิธีนี้ง่ายที่สุด คือนำบอระเพ็ดตากแห้ง แล้วนำมาบดใส่แคปซูล ทานวันละ 2-3 แคปซูลโดยทานก่อนอาหารเช้า เย็น (อาจทานเช้าเย็น มื้อละแคปซูล หรือเช้า 1 เย็น 2 ก็ได้)
การทำบอระเพ็ดแช่อิ่ม
สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากบอระเพ็ดแช่อิ่มมีรสชาติดีและมีราคาของค่อนข้างสูง ยอดการสั่งซื้อก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนผลิตไม่ทันกับความต้องการ ถือได้ว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพรที่ยอดเยี่ยม สำหรับส่วนผสมและวิธีทำ มีดังนี้ค่ะ
เครื่องปรุง
1. เถาบอระเพ็ด 1 กิโลกรัม
2. น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
3. สารส้ม
4. เกลือ
5. น้ำซาวข้าว
วิธีทำบอระเพ็ดแช่อิ่ม
1. นำบอระเพ็ดมาตัดเป็นท่อน ลอกเปลือกออ
2. นำไปแช่น้ำเกลือ 1 คืน อัตราส่วนน้ำ 5 ลิตร/เกลือ 1 ลิตร พร้อมแกว่งสารส้ม ลอกไส้ออกเปลี่ยน น้ำเกลือทุกวันจนกว่าจะหายขม
3. ล้างน้ำเปล่าทำความสะอาด แช่น้ำปูนใส 1 คืน
4. ต้มน้ำให้เดือด นำบอระเพ็ดลงต้มประมาณ 10 นาที
5. แบ่งน้ำตาลทรายส่วนหนึ่งตั้งไฟ ชิมดูไม่หวานมากยกลงจากเตา เมื่อน้ำเย็นลงแล้ว เอาบอระเพ็ดลงไปแช่ อุ่นน้ำเชื่อมทุกวัน โดยตักบอระเพ็ดขึ้นก่อนแล้วเติมน้ำตาลทราย ทุกครั้งที่อุ่นจนน้ำตาลทรายหมด 1 กิโลกรัม เมื่อแช่น้ำเชื่อมครบ 15 วันจึงรับประทานได้
วิธีใช้บอระเพ็ดเพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช
นำเถาสด 5 กิโลกรัม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วบดให้ละเอียดผสมน้ำ 10 ลิตร ทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงนำมากรองก่อนฉีดพ่น ควรผสมผงซักฟอกหรือแชมพู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://greenerald.blogspot.com/2013/05/Tinospora-Crispa.html
เลือดออกผิดปกติ รู้ได้อย่างไร
เลือดออกผิดปกติ รู้ได้อย่างไร
"ตั้งแต่เด็กเล็กจนโตเป็นผู
การเกิดเลือดออกที่เราเคยปร
1.ภาวะเลือดออกทางศัลยกรรม เกิดจากการฉีกขาดของเนื้อเย
2.ภาวะเลือดออกผิดปกติ เกิดจากความผิดปกติของระบบห
ลักษณะเลือดออกผิดปกติที่สำ
เลือดออกในตำแหน่งที่พบไม่บ
เมื่อมีเลือดออกจะด้วยสาเหต
http://
วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
*รู้ไว้...ผื่นผิวหนังหลั งแพ้ยา***
ยาที่ผลิตออกมาจำหน่าย ที่จัดเป็นยาแผนปัจจุบัน ซึ่งแพทย์ใช้รักษาคนไข้นั้น จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และคุณสมบัติทางเคมีอย่างละ เอียดถี่ถ้วนก่อนเสมอว่า ออกฤทธิ์ที่ส่วนใดของร่างกา ย ฤทธิ์อยู่นานกี่ชั่วโมง ขับถ่ายทางเหงื่อ ปัสสาวะ หรืออุจจาระกี่เปอร์เซ็นต์ วันหมดอายุเมื่อใด มีผลแทรกซ้อนอะไรบ้าง ใช้ในการรักษาโรคใด ขนาดรับประทานของยาแต่ละชนิ ดจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย รวมถึงบอกด้วยว่า ถ้ามีอาการแพ้ยาจะมีอาการอย ่างไรได้บ้าง ตั้งแต่ คลื่นไส้ เวียนศีรษะ ง่วงนอน ผื่นคันตามตัว ปากแห้งหรือเจ็บปาก เบื่ออาหาร ท้องผูก หรือท้องเสีย ซึ่งแล้วแต่ว่าอาการใดจะเกิ ดขึ้นกับผู้ใด ซึ่งไม่เหมือนกันทุกคน
อาการแพ้ยาโดยมีผื่นขึ้นตาม ตัว ถือเป็นเรื่องอันตราย เพราะจะมีผื่นขึ้นเกือบทั่ว ตัว และคันมาก อาการผื่นคันมักจะเกิดภายหล ังจากรับประทานยาได้ 1-3 สัปดาห์ จะเกิดตั้งแต่รับประทานยาชน ิดนั้นเป็นครั้งแรก หรือครั้งต่อๆ มาก็ได้ โดยขึ้นกับภูมิต้านทานของบุ คคลนั้นเอง ในการถามประวัติการรับประทา นยาจากผู้แพ้ยานั้น แพทย์มักจะประสบความยากลำบา กมาก กว่าจะได้ประวัติว่าแพ้ยาชน ิดใด เพราะผู้แพ้ยามักจะนึกไม่ออ กว่ารับประทาน
ยา ใดเข้าสู่ร่างกายบ้าง ยาที่ทำให้แพ้ได้มีมากมาย เริ่มตั้งแต่ยาอม ยาลดน้ำหนัก ยากันบูดที่ผสมในอาหารกระป๋ อง หรืออาหารพร้อมปรุงรับประทา น ยานอนหลับยาระบาย ยาดองเหล้า ยาขับประจำเดือน ยาลดไข้แก้หวัด ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาเบาหวานยาขับปัสสาวะ ยาลดความดัน และยาต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงสมุนไพร อาหารเสริมและ วิตามินต่างๆ ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในปัจจุบันการแพ้ยาเกิดจากก ารแพ้สารเคมี ที่ผสมเป็นตัวยานั้นๆ
ผื่นแพ้ยามีอาการอย่างไร ?
ที่สำคัญคือ เริ่มมีผื่นแดงและคันทยอยขึ ้นตามตัว เริ่มจากจุดใดก็ได้ และผื่นขึ้นค่อนข้างเร็วภาย ใน 1-2 วัน กระจายตามตัว มีไข้ต่ำๆ คล้ายเป็นหวัด แล้วมีอาการเฉพาะคือ อาการคันมาก ผื่นทั้งหมดเกิดภายใน 1-3 สัปดาห์ หลังจากรับประทานยาหรือสารเ คมีที่ผสมลงในอาหาร อาการดังกล่าวนี้ พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาผื่น แพ้ยาทั้งหมด และผื่นจะยุบลงเมื่อหยุดยา ในรายที่ผื่นกระจายตามตัวมา กมายและคันมาก จะต้องไปพบแพทย์ เพื่อรับประทานยาแก้แพ้ และแก้การอักเสบของผิวหนัง
ยังมีผื่นแพ้ยาอีกชนิด ซึ่งมักเกิดภายหลังจากรับปร ะทานยา TETRACYCLINE หรือ SULFA คือจะมีผื่นแดง เป็นวงกลมหรือวงรี ผื่นกระจายไม่มาก ประมาณ 1-2 แห่ง เช่น ริมฝีปาก แขน เมื่อผื่นแดงยุบลงจะกลายเป็ นวงกลมสีดำและติดตัวไปอีกนา น โดยไม่เหลืออาการแสบหรือคัน แต่อย่างใด เมื่อผู้ป่วยบังเอิญไม่ทราบ ว่านี่คือผื่นแพ้ยา แล้วกลับไปรับประทานยาดังกล ่าวอีก ก็จะปรากฏอาการเช่นเดิมและท ี่เดิมของร่างกายด้วย (FIXED DRUG ERUPTION)ภายหลังหยุดยา ผื่นจะยุบเป็นสีดำเช่นเดิม แม้จะมีอาการไม่มาก แต่ถ้าสงสัยว่าจะแพ้ยาควรให ้แพทย์ดูแลและหา สาเหตุว่าแพ้ยาชนิดใด ชื่อยาอะไร จะได้ไม่รับประทานซ้ำซาก เพราะการแพ้ยาบ่อยๆ จะเกิดอาการรุนแรงมากขึ้นกว ่าครั้งแรกๆ และถ้าเป็นมากอาจมีอันตรายถ ึงแก่ชีวิต ลมพิษ เป็นผื่นแพ้ยาอีกชนิด มักเกิดภายหลังการรับประทาน ยาแอสไพรินหรือเพนนิซิลิน อาการของลมพิษ คือ เป็นผื่นเนื้อนูนสีแดง คันมาก 2-3 ชั่วโมงจะหายไปหมด แล้วขึ้นกระจายทั่วๆ ไปอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกหลาย วัน
หรือเป็นแรมเดือน แม้เลิกรับประทานยาแล้ว ลมพิษก็อาจจะยังปรากฏให้เห็ นเป็นระยะๆ เพราะฉะนั้นเมื่อมีอาการ ลมพิษขึ้นกับผู้ใด จึงควรงดรับประทานยาแก้ปวดล ดไข้ กลุ่มแอสไพริน และใช้พาราเซตามอลแทนจะปลอด ภัยกว่า
ส่วนยาเพนนิซิลินนั้น ร้านขายยามักจะจ่ายให้ในราย ที่เป็นหวัด เจ็บคอเสมอ ถ้ารับประทานแล้วมีลมพิษ หรือเคยมีผื่นลมพิษในอดีต ไม่ควรเสี่ยงที่จะรับประทาน ยาเพนนิซิลินอีก เพราะยังมียาปฏิชีวนะอื่นๆ ใช้ทดแทนได้และอัตราการแพ้น ้อยมาก เช่น อีรีโทรมัยซิน ซึ่งผลิตได้เองในประเทศไทย และราคาไม่แพงมาก
ควรปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อต้องรับประทานยา
1. ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะโอกาสจะได้รับประทานยา ถูกต้องกับโรคภัยไข้เจ็บ ที่เป็นอยู่นั้นยากมากเพราะ ต้องทราบก่อนว่าเป็นโรคอะไร จึงจะใช้ยาได้ถูกกับโรค แพทย์จะบอกว่า เป็นโรคอะไรได้ถูกต้องแม่นย ำมากกว่าพนักงานขายของต่างๆ
2. เมื่อจะกินยา ควรมีข้อมูลที่แน่นอนว่า เป็นยาชื่ออะไร หรือถ้ายังไม่ทราบชื่อ ก็จะสามารถขอทราบชื่อยาได้ภ ายหลังจากแพทย์หรือร้านขายย า
3. เมื่อเคยแพ้ยาอะไร ต้องจดจำชื่อยาให้แม่นยำไปต ลอดชีวิต และเมื่อเจ็บป่วยคราวต่อไป ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่า เคยแพ้ยาใด เพื่อจะได้จ่ายยาชนิดอื่นทด แทน เพราะถ้าไม่แจ้งแพทย์ให้ทรา บอาจได้รับยาที่เคยแพ้มาก่อ นและอาการแพ้ครั้งต่อไป จะรุนแรงมากกว่าครั้งแรกๆ และแก้ไขได้ลำบากขึ้นกว่าเด ิม
4. เมื่อมีผื่นขึ้นตามตัว พร้อมกับมีอาการคันมาก ภายหลังจากการรับประทานยาใด 1-3 สัปดาห์ ควรหยุดยานั้นทันทีและควรพบ แพทย์เพื่อการรักษาทันที
อาหารเสริมและสมุนไพรชนิดต่ างๆ ประกอบด้วยสารเคมีซึ่งถือเป ็นสิ่งแปลกปลอมต่อร่างกายกา รรับประทานจะมีผลดีพร้อมผลข ้างเคียง รวมถึงอาการแพ้ โดยแสดงอาการออกทางการเป็นผ ื่นผิวหนัง ถ้ารุนแรงจะแสดงอาการทางอวั ยวะในร่างกายด้วย ยกตัวอย่างว่า การรับประทานขี้เหล็กในรูปส มุนไพร ติดต่อกันปริมาณมากและนาน ทำให้เกิดอาการตับอักเสบได้
การรับประทานอาหารที่มีคุณภ าพดี มีคุณค่าทางอาหาร ไม่รับประทานอาหารไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด หมั่นออกกำลังกาย บริหารจิตใจให้เข้มแข็ง จะช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ได้ตามสมควร เจ็บป่วยน้อยลง และไม่จำเป็นต้องรับประทานย าแผนปัจจุบัน ยาจีน สมุนไพร และอาหารเสริมต่างๆ โดยถือตามกระแสนิยมและการโฆ ษณา รวมทั้งการขายตรง ต้องบริโภคสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างมีสติจะเป็นกา รปลอดภัย และไม่ล่อแหลมต่อการแพ้ยาด้ วย
ที่มา : นิตยสารใกล้หมอ/พญ.เยาวเรศ นาคแจ้ง/สาระแห่งสุขภาพ
ยาที่ผลิตออกมาจำหน่าย ที่จัดเป็นยาแผนปัจจุบัน ซึ่งแพทย์ใช้รักษาคนไข้นั้น
อาการแพ้ยาโดยมีผื่นขึ้นตาม
ยา ใดเข้าสู่ร่างกายบ้าง ยาที่ทำให้แพ้ได้มีมากมาย เริ่มตั้งแต่ยาอม ยาลดน้ำหนัก ยากันบูดที่ผสมในอาหารกระป๋
ผื่นแพ้ยามีอาการอย่างไร ?
ที่สำคัญคือ เริ่มมีผื่นแดงและคันทยอยขึ
ยังมีผื่นแพ้ยาอีกชนิด ซึ่งมักเกิดภายหลังจากรับปร
หรือเป็นแรมเดือน แม้เลิกรับประทานยาแล้ว ลมพิษก็อาจจะยังปรากฏให้เห็
ส่วนยาเพนนิซิลินนั้น ร้านขายยามักจะจ่ายให้ในราย
ควรปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อต้องรับประทานยา
1. ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะโอกาสจะได้รับประทานยา
2. เมื่อจะกินยา ควรมีข้อมูลที่แน่นอนว่า เป็นยาชื่ออะไร หรือถ้ายังไม่ทราบชื่อ ก็จะสามารถขอทราบชื่อยาได้ภ
3. เมื่อเคยแพ้ยาอะไร ต้องจดจำชื่อยาให้แม่นยำไปต
4. เมื่อมีผื่นขึ้นตามตัว พร้อมกับมีอาการคันมาก ภายหลังจากการรับประทานยาใด
อาหารเสริมและสมุนไพรชนิดต่
การรับประทานอาหารที่มีคุณภ
ที่มา : นิตยสารใกล้หมอ/พญ.เยาวเรศ นาคแจ้ง/สาระแห่งสุขภาพ
ช่วงหน้าแล้ง แดดจัด ลมแรง ฝุ่นมาก ตัวการนำไปสู่ต้อลม ต้อเนื้อครับ
ต้อเนื้อและต้อลม
เป็นโรคตาที่พบได้บ่อยมาก แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงแบ บต้อหินและต้อกระจก ต้อเนื้อเป็นเนื้องอกชนิดไม ่ร้ายแรงของเยื่อบุตา (ตาขาว) มีลักษณะเป็นแผ่นเนื้อสีแดง ๆ รูปสามเหลี่ยมงอกจากเยื่อบุ ตาลามเข้าไปบนกระจกตา (ตาดำ) มักพบบริเวณหัวตามากกว่าหาง ตา ต้อเนื้อจะค่อยๆ โตอย่างช้าๆ ส่วนใหญ่มักเป็นนานร่วมสิบป ีจึงจะรู้สึกว่าเป็นมากขึ้น ถ้าเป็นมากจะลามเข้าถึงกลาง กระจกตาปิดบังการมองเห็นบาง ส่วน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตามัวได ้
ต้อลมเป็นโรคในกลุ่มเดียวกั บต้อเนื้อแต่เป็นน้อยกว่า มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อขนาดเ ล็ก นูน สีขาว หรือเหลืองอยู่ข้างๆ กระจกตา แต่ไม่ได้ลุกลามไปบนกระจกตา
ต้อเนื้อและต้อลมอาจมีการอั กเสบได้ ทำให้เยื่อบุตาบริเวณนั้นแด ง ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บตาและเ คืองตา
สาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเนื้อ และต้อลม
ต้อเนื้อและต้อลม เกิดจากการที่ตาได้รับรังสี อุลตราไวโอเลตจากแสงแดดเป็น เวลานานร่วมกับการโดนฝุ่นละ ออง ควัน ลม ความแห้งแล้ง อากาศร้อนและสิ่งแวดล้อมต่า งๆ ที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ต่อตา โรคนี้จึงมักเกิดกับผู้ที่อ ยู่ในเขตร้อนและผู้ที่ทำงาน กลางแจ้ง มีหลายคนเข้าใจผิดว่าต้อเนื ้อเกิดจากการรับประทานเนื้อ จึงป้องกันโดยการไม่รับประท านเนื้อ เพราะกลัวว่าจะทำให้เป็นมาก ขึ้นซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะโรคนี้ไม่ได้มีสาเหตุม าจากอาหารที่รับประทาน คำว่า “เนื้อ” ในที่นี้มาจากลักษณะของโรคท ี่เห็นเป็นก้อนเนื้องอกขึ้น มา
อาการ
ผู้ที่เป็นต้อเนื้อและต้อลม จะมีอาการเคืองตา แสบตา คันตา ตาแดง น้ำตาไหล อาการจะเป็นมากขึ้นเมื่ออยู ่กลางแจ้ง โดนแดด โดนลม ในผู้ที่เป็นน้อยมักไม่มีอา การผิดปกติ โดยทั่วไปต้อเนื้อและต้อลมจ ะไม่ทำให้เกิดอาการตามัว ยกเว้นในรายที่ต้อเนื้อเป็น มากจนลามเข้ามากลางกระจกตา บังการมองเห็นจึงจะมีอาการต ามัว
การรักษา
• ใส่แว่นกันแดด ในเวลาที่ออกกลางแจ้งเพื่อล ดอาการต่างๆ ทำให้รู้สึกสบายตาขึ้น
• ต้อลมและต้อเนื้อที่เป็นไม่ มาก ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องรักษา สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้โดยไม ่มีอันตราย
• ให้ยาหยอดตา ผู้ที่เป็นต้อลมและต้อเนื้อ ถ้ามีอาการเคืองตา น้ำตาไหล ตาแดง แพทย์จะให้ยาหยอดตาเพื่อบรร เทาอาการระคายเคืองตาและทำใ ห้ตาไม่แดง แต่ยาหยอดตาไม่สามารถทำให้ต ้อเนื้อและต้อลมหายไปได้
• การผ่าตัด ในผู้ที่เป็นต้อเนื้อซึ่งลุ กลามเข้าไปบนกระจกตาขนาดพอส มควร แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาโ ดยการผ่าตัด แต่ถ้าเป็นน้อยก็ไม่จำเป็นต ้องทำผ่าตัด ส่วนต้อลมนั้นไม่จำเป็นต้อง ผ่าตัดออกเพราะเป็นเพียงก้อ นเนื้อขนาดเล็กๆ ที่ไม่มีอันตรายต่อตา
ที่มา ร พ. จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ต้อเนื้อและต้อลม
เป็นโรคตาที่พบได้บ่อยมาก แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงแบ
ต้อลมเป็นโรคในกลุ่มเดียวกั
ต้อเนื้อและต้อลมอาจมีการอั
สาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเนื้อ
ต้อเนื้อและต้อลม เกิดจากการที่ตาได้รับรังสี
อาการ
ผู้ที่เป็นต้อเนื้อและต้อลม
การรักษา
• ใส่แว่นกันแดด ในเวลาที่ออกกลางแจ้งเพื่อล
• ต้อลมและต้อเนื้อที่เป็นไม่
• ให้ยาหยอดตา ผู้ที่เป็นต้อลมและต้อเนื้อ
• การผ่าตัด ในผู้ที่เป็นต้อเนื้อซึ่งลุ
ที่มา ร พ. จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
"โรคความดันโลหิตต่ำ ภัยร้ายที่ไม่อาจมองข้าม"
มักมีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย แม้ว่านอนหลับและทานอาหารได ้ดี
เป็นที่ทราบกันว่าโรคความดั นโลหิตสูงนั้นเป็นอันตรายต่ อสุขภาพอย่างยิ่ง จึงทำให้ผู้คนเอาใจใส่และให ้ความสำคัญทว่าภัยของโรคควา มดันโลหิตต่ำนั้นคนทั่วไปมั กไม่รู้เท่าทัน เรามักจะพบผู้ป่วยที่มีอากา รวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย ไม่สดชื่นแม้ว่านอนหลับและท านอาหารได้ดีตามปกติ อีกทั้งยังเสริมอาหารและวิตามิน บำรุงร่างกายอย่างเต็มที่ ส่วนด้านการงานก็ไม่ได้เหน็ ดเหนื่อยและไม่มีความกดดัน ทว่ายังคงรู้สึกอ่อนเปลี้ยเ พลียแรง โดยเฉพาะหลักจากรับประทานอา หารมือกลางวันแล้วจะรู้สึกง ่วงซึม เรี่ยวแรงหดหาย นั่งฟุบโต๊ะหาวหวอดๆ จนน้ำหูน้ำตาไหล ไม่มีสมาธิในการทำงานยิ่งไป กว่านั้นอาจมีอาการใจสั่น ขี้หนาว ในขณะที่เพื่อนร่วมงานล้วนค ิดว่าอุณหภูมิจากเครื่องปรั บอากาศกำลังพอเหมาะแต่ตนเอง กลับรู้สึกว่าช่างหนาวเย็นจ ับใจจนต้องสวมเสื้อคลุมทับ แต่พอไปตรวจสุขภาพที่โรงพยา บาลกลับไม่พบความผิดปกติ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรตรวจ วัดความดันโลหิตเพราะมีความ เป็นไปได้สูงว่าอาการที่เกิ ดขึ้นจะเป็นผลมาจากความดันโ ลหิตต่ำ
อย่างไรถึงเข้าข่ายความดันโ ลหิตต่ำ
โดยทั่วไปในทางการแพทย์ ความดันโลหิตของผู้ใหญ่ที่ต ่ำกว่า 90/ 60 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) และความดันโลหิตของผู้สูงอายุที ่ต่ำกว่า 100/ 70 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) จะถูกจัดว่าเข้าข่ายความดันโลหิต ต่ำ ซึ่งจะพบบ่อยในสตรีที่ร่างก ายอ่อนแอ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีประว ัติคนในครอบครัวเป็นความดัน โลหิตต่ำ
ความดันโลหิตต่ำมีชนิดใดบ้า ง...
ความดันโลหิตต่ำแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อร ัง โดยความดันโลหิตต่ำชนิดเฉีย ลพลันหมายถึงว่า ความดันโลหิตต่ำลงอย่างฮวบฮ าบจากเกณฑ์ปกติ ซึ่งจะแสดงอาการหลัก ๆ คือ หน้ามืดและช็อคหมดสติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ เป็นลมหรือหัวใจล้มเหลว แต่ภาวะความดันโลหิตต่ำที่เ ราพูดถึงกันโดยทั่วไปนั้นหา ยถึงความดันโลหิตต่ำชนิดเรื ้อรัง ซึ่งแบ่งประเภทได้ดังต่อไปน ี้
1.ความดันโลหิตต่ำที่เป็นมา แต่กำเนิดหรือไม่ทราบสาเหตุ : ส่วนใหญ่พบว่าเกี่ยวข้องกับ พันธุกรรมหรือรูปร่างที่อ่อ นแอผอมบาง ซึ่งมักจะพบในหญิงสาวรูปร่า งผอมเพรียวและผู้สูงอายุ บางรายไม่แสดงอาการเจ็บป่วย ใด ๆ แต่ในรายที่เป็นมากอาจจะมีอ าการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ใจสั่น วิงเวียน ศีรษะ ปวดศีรษะหรืออาจจะถึงขั้นเป ็นลม โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่อุณหภ ูมิสูงอาการจะยิ่งชัดเจนขึ้ น
2.ความดันโลหิตต่ำจากการเปล ี่ยนอิริยาบถ: หมายถึงความดันโลหิตจะลดต่ำ ลงอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ย นท่าทางจากการนอนมาเป็นการน ั่งหรือยืนในทันที หรือมีการยืนนาน ๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พ อ ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติจน เกิดอาการเวียนศีรษะ ตาพร่า คลื่นไส้ ใจสั่น ปวดต้นคอ ปวดหลังฯลฯ
3.ความดันโลหิตต่ำจากการใช้ ยาหรือการเจ็บป่วยของร่างกา ย: เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปก ติ โรคมะเร็ง โรคตับอักเสบ วัณโรค โรคหัวใจรูมาติก ขาดสารอาหารเรื้อรัง ยาลดความดันโลหิต ยากกล่อมประสาท ยาต้านโรคซึมเศร้า เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงใ ช้ยาความดันมากเกินขนาดเพื่ อให้ความดันโลหิตต่ำลงโดยเร ็วและลดต่ำลงมากยิ่งขึ้น ก็จะส่งผลให้ความดันโลหิตลด ต่ำลงอย่างเฉียบพลันหลังปัส สาวะ เนื่องจากปัสสาวะถูกขับออกไ ปทำให้ความดันในช่องท้องลดต ่อลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่กลับ ไปสู่หัวใจลดน้อยลงด้วย ทำให้เกิดอาการเป็นลมเนื่อง จากความดันโลหิตต่ำลงอย่างเ ฉียบพลันซึ่งมักจะเกิดขึ้นใ นระหว่างที่ผู้สูงอายุตื่นข ึ้นมาปัสสาวะกลางดึง
โรคความดันโลหิตต่ำมีอาการอ ย่างไร
ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำบ างรายจะไม่แสดงอาการเจ็บป่ว ยใด ๆ แต่บางรายจะมีอาการหูอื้อ ปวดศีรษะ ตาลาย ปวดหลังและบั้นเอว มือเท้าเย็น อ่อนเพลีย สมองล้า ขี้หลงขี้ลืม ขาดสมาธิ หรือรู้สึกว่าสมองถูกบีบคั้ น ปวดแสบปวดร้อน หรือท้องเดิน ท้องผูก มีแก๊สสะสมในลำไส้ ท้องอืดท้องเฟ้อ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือประจำเดือนมาผิดปกติ ฯลฯ
อันตรายจากความดันโลหิตต่ำไ ม่อาจมองข้ามได้
คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าคว ามดันโลหิตและไขมันในเลือดน ั้นเหมือนกันคือยิ่งต่ำยิ่ง ดี ทว่าแม้จะต่ำก็ต้องมีขีดจำก ัด หากความดันโลหิตต่ำเกินไปย่ อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง เลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ง่ายต่อการเกิดลิ่มเลือดทำใ ห้หลอดเลือดอุดตัน หลอดเลือดฝอยส่วนปลายในร่าง กายขาดเลือดไปเลี้ยง รวมท้งเกิดการคั่วของคาร์บอ นไดออกไซด์และของเสียจากกระ บวนการเมตาบอลิซึมและที่สำค ัยคือ อาจจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแร งต่อสมองเนื่องจากขาดออกซิเ จนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเว ียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืด ขี้หลงขี้ลืมสมองล้า ไม่มีสมาธิฯลฯ หากไม่มีการบำบัดอย่างทันท่ วงทีอาจทำให้ประสิทธิภาพในก ารทำงานของร่างกายลดลง ความสามารถในกาองมองเห็นและ การได้ยินลดลง อ่อนเพลียซึมเศร้าก่อให้เกิ ดอาการอัลไซเมอร์ในผู้สูงอา ยุหรือเป็นตัวเร่งอาการให้ห นักขึ้นหรืออาจส่งผลให้หกล้ มเนื่องจากเป็นลม ทำให้กระดูกหักได้ อีกทั้งเสี่ยงต่อการเป็นโรค หลอดเลือดสมองตีบตันหรือกล้ ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วย
การแพทย์จีนมีวิธีบำบัดโรคค วามดันโลหิตต่ำอย่างไร...
การแทพย์จีนได้จัดโรคความดั นโลหิตต่ำให้อยู่ในกลุ่มโรค ที่เกิดจากการพร่องลงของพลั งซี่และเลือดในร่างกายหรือท ี่เรียกว่าชี่พร่อง-เลือดพร ่องนั่นเอง เลือดกับพลังชี่มีคุณสมบัติ ต่างกันคือ เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งแล ะให้ความชุ่มชื้น ส่วนพลังชี่เนหยางชอบความเค ลื่อนไหวและให้ความอบอุ่น ความสัมพันธ์ของเลือดกับพลั งชี่แท้ที่จริงแล้วก็คือควา มสัมพันธ์ของหยิน-หยางในระบ บการไหลเวียนของเลือดนั่นเอ ง
-เลือดกับพลังชี่ต้องพึ่งพา อาศัยซึ่งกันและกัน; กระบวนการเกิดและการสร้างเล ือดต้องอาศัยพลังชี่และการเ คลื่อนไหวของพลังชี่ ถ้าพลังชี่สมบูรณ์ เลือดก็จะสร้างขึ้นมาได้อย่ างเพียงพอ และในทางกลับกันพลังชี่ก็ต้ องอาศัยเลือดไปหล่อเลี้ยงแล ะให้ความชุ่มชื้น การไหลเวียนของเลือดจะนำพาพ ลังชี่ไปสู่ทุก ๆ เซลล์ของร่างกาย ถ้าเลือดพร่องลง พลังชี่ก็จะพร่องตามไปด้วย ทำให้ชี่พร่องและเลือดพร่อง มักจะเกิดขึ้นร่วมกันอยู่เส มอ
-พลังชี่ผลักดันการไหวเวียน ของเลือด: เลือดเป็นหยินชอบอยู่นิ่งไม ่สามารถไหลเวียนได้เองต้องอ าศัยแรงผลักดันจากพลังชี่ จึงกล่าวได้ว่า พลังวิ่งเลือดเดิน พลังนิ่งเลือดหยุด ถ้าพลังชี่พร่องลง เลือดก็จะไหลเวียนช้าลง ทำให้ชี่และเลือดไม่สามารถไ หลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่างกาย อย่างทั่วถึงส่งผลให้เกิดภา วะความดันโลหิตต่ำ อวัยวะต่าง ๆ ได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพีย งพอจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้
การแพทย์แผนจีนจึงนิยมให้วิ ธีบำรุงชี่-บำรุงเลือดเพื่อ บำบัดภาวะความดันโลหิตต่ำ เมื่อชี่-เลือดในร่างกายสมบ ูรณ์ขึ้น ความดันโลหิตก็จะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติอาการต่าง ๆ ที่เกิดจากโรคความดันโลหิตต ่ำก็จะทุเลาลงหรือหายไปในที ่สุด
วิธีการดูแลร่างกายสำหรับผู ้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำ
1.วัดความดัน: หมั่นวัดระดับความดันโลหิตข องตนเองอย่างสม่ำเสมอ และใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงข องระดับความดันโลหิตในร่างก าย
2.พักผ่อนให้เพียงพอ: ความเหน็ดเหนื่อย การนอนหลับไม่เพียงพอต่างก็ ยิ่งทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการตรากตรำทำง านเกินควร หลีกเลี่ยงการนอนดึก และเวลานอนหลับไม่ควรนอนหนุ นหมอนที่ต่ำเกินไป
3.หลีกเลี่ยงการยืนนาน ๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบทอย่างรว ดเร็วเกินไป: การเก็บของไม่ควรก้มศีรษะลง โดยตรงแต่ควรทรุดตัวนั่งยอง ๆ ลงก่อน ยามตื่นนอนไม่ควรลุกยืนขึ้น มาในทันทีทันใด แต่ควรรอให้แน่ใจว่าร่างกาย เข้าที่เข้าทางแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น
4.ใส่ใจสภาพแวดล้อมและการแต ่งกาย: ไม่ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ อากาศร้อนอบอ้าวนานเกินไป เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายต ัว ความดันโลหิตต่ำลง นอกจากนี้การผูกเน็คไทแน่นเ กินไป การสวมเสื้อที่มีปกเสื้อสูง หรือคอเสื้อแคบเกินไปอาจจะไ ปกดทับหลอดเลือดแดงบริเวณต้ นคอส่งผลให้ความดันต่ำลงจนห น้ามืดเป็นลมได้
5.เพิ่มสารอาหารให้เพียงพอ: ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดภาวะควา มดันโลหิตต่ำนั้น หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพ อจะทำให้ความดันโลหิตยิ่งต่ ำลงไปอีก แต่หากเสริมอาหารให้เพียงพอ จะช่วยให้ความดันโลหิตเข้าใ กล้ระดับปกติมากยิ่งขึ้นอาก ารที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ก็มีโอกาสที่จะลดลงหรือหายไ ปได้
6.ลดการรับปรทานอาหารที่ทำใ ห้ความดันโลหิตต่ำลง: เช่น เชลเลอรี ฟักเขียว ถั่วเขียว มะระ หอมหัวใหญ่ สาหร่ายทะเล หัวไชเท้า เป็นต้น
7.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : การออกกำลังกายทำให้ระบบประ สาทเกิดความสมดุล หลอดเลือดหัวใจแข็งแรงทั้งย ังรักษาความดันโลหิตต่ำให้ด ีขึ้น
8.เลือกประเภทการออกกำลังอย ่างเหมาะสม: ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ ำขณะเปลี่ยนอิริยาบท ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที ่ต้องยืนนาน ๆ หรือต้องเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ ส่วนผู้ที่มีภาวะความดันโลห ิตต่ำจากโรคภัยไข้เจ็บในร่า งกายก่อนการออกกำลังควรตรวจ สอบสมรรถภาพร่างกายก่อนทางท ี่ดีควรออกกำลังภายใต้คำแนะ นำของแพทย์และครูผู้เชี่ยวช าญ
9.ใช้ยาอย่างระมัดระวัง: หากต้องไปพบแพทย์เนื่องจากอ าการเจ็บป่วยใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้ าว่าตนมีอาการความดันโลหิตต ่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำล งไปอีก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
มักมีอาการวิงเวียนหน้ามืด อ่อนเพลีย แม้ว่านอนหลับและทานอาหารได
เป็นที่ทราบกันว่าโรคความดั
อย่างไรถึงเข้าข่ายความดันโ
โดยทั่วไปในทางการแพทย์ ความดันโลหิตของผู้ใหญ่ที่ต
ความดันโลหิตต่ำมีชนิดใดบ้า
ความดันโลหิตต่ำแบ่งออกเป็น
1.ความดันโลหิตต่ำที่เป็นมา
2.ความดันโลหิตต่ำจากการเปล
3.ความดันโลหิตต่ำจากการใช้
โรคความดันโลหิตต่ำมีอาการอ
ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำบ
อันตรายจากความดันโลหิตต่ำไ
คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าคว
การแพทย์จีนมีวิธีบำบัดโรคค
การแทพย์จีนได้จัดโรคความดั
-เลือดกับพลังชี่ต้องพึ่งพา
-พลังชี่ผลักดันการไหวเวียน
การแพทย์แผนจีนจึงนิยมให้วิ
วิธีการดูแลร่างกายสำหรับผู
1.วัดความดัน: หมั่นวัดระดับความดันโลหิตข
2.พักผ่อนให้เพียงพอ: ความเหน็ดเหนื่อย การนอนหลับไม่เพียงพอต่างก็
3.หลีกเลี่ยงการยืนนาน ๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบทอย่างรว
4.ใส่ใจสภาพแวดล้อมและการแต
5.เพิ่มสารอาหารให้เพียงพอ:
6.ลดการรับปรทานอาหารที่ทำใ
7.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
8.เลือกประเภทการออกกำลังอย
9.ใช้ยาอย่างระมัดระวัง: หากต้องไปพบแพทย์เนื่องจากอ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556
เบียร์มีประโยชน์หรือไม่
มีผลการศึกษาที่ออกมาพบว่า เบียร์ที่เราดื่มนี่แหละมีป ระโยชน์ต่อสุขภาพเหมือนไวน์ การดื่มเบียร์พอประมาณในแต่ ละวัน (2 แก้วต่อวัน) และยังช่วยลดอาการหัวใจวาย และเป็นการเป็นโรคหัวใจอีกด ้วย ผลการศึกษาว่าคนฝรั่งเศลมีอ ัตราการเป็นโรคหัวใจและโรคอ ้วนต่ำกว่าคนชาติอื่นๆ เนื่องจากการดื่มไวน์ประจำ แต่เป็นเรื่องที่แปลกเป็นอย ่างมากว่า ประโยชน์ของเบียร์และคุณค่า ของเบียร์ต่อสุขภาพนั้นไม่ไ ด้รับการเผยแพร่มากเหมือนไวน์
จิม แอนเดอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญไวน์กล่าวไว้ เมื่อเปรียบเทียบวัตถุดิบที ่ใช้ในการทำเบียร์และไวน์ จะพบว่าไวน์นั้นทำมาจากองุ่ น น้ำ และยีสต์ องุ่นเมื่อผ่านการหมักจะกลา ยเป็นน้ำตาล ไฟเบอร์และโครเมี่ยม แต่สารพวกนี้จะเสื่อมสลายไป ระหว่างขบวนการหมักและกรองไ วน์ ในยีสต์นั้นอุดมไปด้วยวิตาม ินบีนานาชนิด แต่ก็จะไม่เหลือวิตามินเลยเ มื่อผ่านกระบวนการกรองและบร รจุก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตล าด
เบียร์ ผลิตมาจากธัญพืช น้ำและยีสต์ ธัญพืชที่ใช้บ่อยที่สุดในกา รผลิตเบียร์ก็คือ บาร์เลย์และวีท (อุตสาหกรรมเบียร์ราคาถูกจะ ใช้ ข้าวโพดและข้าวทดแทน) ซึ่ง อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที ่ไม่ถูกทำลายระหว่างกระบวนก ารหมักและกรอง และคุณค่าวิตามินต่างๆ จากยีสต์ก็ยังคงอยู่กับผลิต ภัณ์เมื่อนำออกสู่ตลาด
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับประโย ชน์ของเบียร์
เรื่องที่ 1 : กันยายนปี 1999 วารสาร ดิ นิวอิงแลนด์ เจอร์แนล ออฟ เมดิซีน ได้ลงบทความเกี่ยวกับผลของก ารดื่มเบียร์แต่พอประมาณจะช ่วยลดอาการโรคหัวใจในกลุ่มบ ุคคลที่มีความเสี่ยงได้ถึง 20% บทความยังกล่าวว่าการดื่มเบ ียร์เป็นประจำทุกวันหรืออาท ิตย์ละครั้งในขนาดเบียร์ 1 ขวด ไม่มีความแตกต่างในการลดควา มเสี่ยงของอาการหัวใจวาย
เรื่องที่ 2 : มหาวิทยาลัย เท็กซัส เซ้าท์เวสเทิร์น เมดิคัล เซ็นเตอร์ ใน ดัลลัส พฤษภาคม 1999) รายงานว่าการดื่มเบียร์ในปร ิมาณพอประมาณจะช่วยลดโอกาสก ารเกิดโรคหัวใจ 30-40% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดื่มเ ลย (เบียร์มีการโพลีฟินอล ซึ่งเป็นแอนตี้อ๊อกซิเด้น เหมือนไวน์แดงและมีสารตัวนี ้มาากว่าไวน์ขาวถึง 4-5 เท่า)
เรื่องที่ 3 : แอลกอฮอลมีผลในการช่วยเพิ่ม คอลเรสตอรอลดี (HDL) ในเส้นเลือดและช่วยป้องกันก ารก่อตัวเป็นลิ่มของเลือด
เรื่อง 4 : เบียร์เต็มไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยลดการก่อตัวของ กรดอิมิโน โฮโมซิสตีน ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดของ โรคหัวใจ คนที่ร่างกายมีกรดตัวนี้สูง จึงมีโอกาสเสี่ยงสูงในการเป ็นโรคหัวใจ
เรื่องที่ 5 : ผลการศึกษาใหม่จาก TNO Nutrition and Food Research Institute in Utrecht กล่าวว่าการดื่มเบียร์ไม่ช่ วยลดระดับ กรดอิมิโน โฮโมซิสตีน แต่การดื่มไวน์และสรุาประเภ ทอื่นจะทำให้กรดตัวนี้เพิ่ม สูงถึง 10%
เรื่องที่ 6 : เบียร์สามารถเพิ่มวิตามินบี 6 ให้กับพลาสม่าในเลือดถึง 30% ซึ่งเป็นสิ่งที่ไวน์และสุรา ประเภทอื่นไม่สามารถให้ได้
เรื่องที่ 7 : เบียร์ปราศจากทั้งไขมันและค อลเรสเตอรอล
เรื่องที่ 8 : เบียร์มีผลในการผ่อนคลายจึง ช่วยลดอาการเครียดและช่วยให ้นอนหลับดีขึ้น
เรื่องที่ 9 : เบียร์ให้ผลในแง่บวกแก่ผู้ส ูงอายุ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี หลับสบายและปัสสาวะคล่อง
มาถึงตอนนี้หลายๆท่านอ่านแล ้วรู้ว่า มีดีเกินความเป็นจริงไปหรือ เปล่า แต่นี่คือเรื่องจริงค่ะ ในสมัยกรีกโบราณนับย้อนหลัง ไปครั้งอียีปต์โบราณที่ใช้เ บียร์ในการรักษาโรคบางชนิด
ดื่มเบียร์ทำให้อ้วน จริงหรือไม่?
เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไม่ คนไทยถึงเปรียบเทียบคนที่มี หุ่นตุ้ยนุ้ยว่าอ้วนเหมือนต ุ่มเหมือนโอ่ง แล้วทำไมฝรั่งมังค่าเขาถึงบ อกว่าคนที่มีพุงพลุ้ยเนี่ยอ ้วนเพราะเบียร์ วันนี้นักวิจัยกลุ่มหนึ่งเข าเกิดพบว่า การบอกว่าคนเรานั้นอ้วนเพรา ะเบียร์เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
นักวิจัยจากอังกฤษและสาธารณ รัฐเช็กเกิดนึกสงสัยในคำเรี ยกขานดังกล่าวจึงได้ทำการสำ รวจชาวเช็กเกือบ 2,000 คน ซึ่งเป็นที่รู้โดยทั่วกันว่ าชาวเช็กนั้นเป็นนักดื่มเบี ยร์ตัวยง เพราะปริมาณการดื่มเบียร์ขอ งชาวเช็กต่อคนนั้นมากกว่าคน ชาติอื่น แล้วคณะวิจัยก็ได้พบว่า การมีพุงกับการดื่มเบียร์ปร ิมาณมากๆ ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ดังนั้นการบอกว่าคนเราจะอ้ว นเพราะดื่มเบียร์จึงเป็นการ ไม่ถูกต้อง
ทั้งนี้ ดร.มาร์ติน โบบัค จากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน (University College London) และคณะวิจัยจากอินสติติวต์ ออฟ คลินิกคอล แอนด์ เอ็กซ์เพอริเมนทอล เมดิซีน (Institute of Clinical and Experimental Medicine) ในกรุงปราก ได้ให้หญิง 1,098 คน และชาย 891 คน ที่มีอายุระหว่าง 25 ถึง 64 ปี ทำแบบสอบถาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึก ษา โดยไม่มีการกล่าวถึงเครื่อง ดื่มอื่นๆ ทั้งสิ้น
จากการสำรวจพบว่า ชายชาวเช็กจะดื่มเบียร์โดยเ ฉลี่ยราว 3.1 ลิตรต่อสัปดาห์ ขณะที่ผู้หญิงจะดื่ม 0.3 ลิตรต่อสัปดาห์ โดยในจำนวนนี้มีชายอยู่ 3 คนที่ดื่มเบียร์อย่างหนัก คือดื่มราว 14 ลิตรต่อสัปดาห์ และมีหญิงเพียง 5 คนที่ดื่มถึง 7 ลิตรต่อสัปดาห์ โดยก่อนและหลังการดื่มเบียร ์ คณะวิจัยจะให้แพทย์วัดขนาดข องเอว และสะโพก ชั่งน้ำหนัก และบันทึกดัชนีมวลรวมของอาส าสมัครไว้ตรวจสอบด้วย
และคณะวิจัยก็พบว่า การมีพุงไม่เกี่ยวข้องกับกา รดื่มเบียร์เลยสักนิด โดยกล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้ของเขาชี้ใ ห้เห็นว่า การกล่าวอ้างว่าคนอ้วนหรือม ีพุงเพราะการดื่มเบียร์มากเ กินไปจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต ้อง
ด้านนักวิจัยจากอิตาลีชี้ว่ า ผู้ชายทุกคนมีแนวโน้มที่จะอ ้วนลงพุงได้ ตามความผันแปรของยีนของแต่ล ะคน ขณะที่ไนเจล เดนบี จากสมาคมโภชนาการแห่งอังกฤษ กล่าวว่า ผู้ที่ได้รู้ข่าวนี้ก็ไม่คว รวิ่งแจ้นเข้าผับเข้าบาร์หร ือไปหาลานเบียร์เพื่อซดเบีย ร์ให้หายอยาก เพราะไม่ว่าจะรับประทานอาหา รหรือเครื่องดื่มชนิดใดก็ตา มที่ผสมแอลกอฮอล์ก็สามารถอ้ วนได้หากรับประทานมากเกินไป และหากต้องการดื่มจริงๆ ก็ควรดื่มแต่พอดี
การดื่มเบียร์เราควรที่จะรู ้ประมาณในการรับประทาน และในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ หากรับบประทานเกินความจำเป็ นก็จะเป็นโทษได้นะคะ ดังนั้นเราควรจะรู้จักปริมา ณของการดื่ม ถ้าดื่มมากเกินความจำเป็นนั ่นคือ เป็นโทษแน่นอน
ประโยชนของเบียร์ต่อร่างกาย ยังมีเพิ่มเติมอีกไหมเรามาด ูกันเพิ่มเติมครับ
ป้องกันโรคหัวใจ : จากการศึกษาของนักวิชาการพบ ว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที ่ไม่ดื่ม 40-60% (แต่ไม่ควรดื่มเกินวันละครึ ่งลิตรต่อวันครับ)
ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ ์อัมพาต : สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สา มารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุ ตตัน
ช่วยลดความดันโลหิต : แพทย์ชาวฮอลแลน์ด์ และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดัน โลหิตสูงได้
ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ : ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อ ยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวารเหตุ ผลก็คือ เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปร ับฮอร์โมนอินซูลิให้ความทรง จำดีนักดื่มเบียร์จึงไม่ค่อ ยเป็นโรคอัลไซเมอร์
ช่วยให้กระดูกแข็งแรง : เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูกสามา รถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน (แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเ ท่านั้น)
ช่วยให้อายุยืน : จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่าผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1-2 แก้ว มักจะมีอายุยืนยาวเนื่องจาก เบียร์มีสารป้องกันโรคหัวใจ
ป้องกันท้องร่วง : โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอ บเหมือนกับกรมนมและน้ำส้มสา ยชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโร คในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้ องร่วมไม่ให้แพร่ เชื้อจนท้องเสีย
ต้านความเครียด : นักวิชาการมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้า งเป็นครั้งคราวมีความเครียด น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร ์
ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและใน ไต : นักวิชาการจากเมื่องเฮลซิงก ิประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวด ก็จะได้รับแมกสีเซียมซึ่งจะ ช่วยลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไ ตได้ถึง 40%
ช่วยต้านมะเร็ง : เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จ ะช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการดักจับอนุมูลอิสระต้ว ร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟินอยด์ หลัก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยังโปรตีนทีช่วยในกา รพัฒนาการของมะเร็ง
ช่วยให้ผิวสวย : ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามันบี 3 และไนอาซินซึ่งจะช่วยกระตุ้ นการผลิตเชลล์ผิวใหม่ช่วยสร ้างคอลลาเจลและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนอ่อนนุ่ม
ประโยชน์ของเบียร์ที่น่าทึ่ ง
ประคบเอ็นร้อยหวายด้วยเบียร ์กระป๋อง
เบียร์กระป๋องเย็นๆใช้ช่วยป ระคบกล้ามเนื้อ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดได้เ ช่นเดียวกับถุงน้ำแข็ง ด้วยการนำกระป๋องเบียร์ที่แ ช่เย็นไปประคบส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เจ็บปวดเนื่อง จากความเมื่อยล้า ต้นคอ หรืออาการปวดหัว ก็สามารถทำได้ครับ
หมากรุกเบียร์
กระป๋องเบียร์หรือขวดเบียร์ สามารถนำมาใช้เป็นตัวเดินหม ากรุกเบียร์ได้ มีวิธีง่ายๆ โดยใช้กระดาษแข็งวางซ้อนกระ ดาษลายกระดานหมากรุก ส่วนกฎกติกาการเล่นก็เหมือน กับการเล่นหมากรุกทั่วไป แต่พิเศากว่าก็คือ เราสามารถดื่มตัวหมากรุกได้ ด้วย
ใช้ดับไฟ
ในกรณีที่คุณไม่มีเครื่องดั บเพลิงอยู่ใกล้ๆ เบียร์สักกระป๋องนำมาใช้แทน ได้อย่างดี เพียงแค่เขย่ากระป๋องเบียร์ เล็กน้อยและราดลงไปบนไฟ (แต่เหมาะเฉพาะสำหรับไฟเล็ก ๆ น้อยเท่านั้น) หากไฟลุกไหม้บนตะแกรงปิ้งอา หาร อย่าเผลอเอาเบียร์ไปดับเพลิ งที่มีขนาดใหญ่เชียวครับ
ใช้ในการหมักเนื้อ
เบียร์มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เราจึงสามารถนำไปหมักเนื้อไ ด้ เบียร์จะทำให้เนื้อที่เหนีย วนุ่มลง และข้อดีอีกอย่างสำหรับการห มักเนื้อด้วยเบียร์คือ มันจะไม่ทำให้รสชาติของเนื้ อเปลี่ยนไปด้วย
วิธีการหมักก็คือ ใช้ส้อมจิ้มๆเนื้อให้เป็นรู ๆ เล็กน้อย จากนั้นทำไปใส่ในกล่องที่มี ฝาปิดแล้วเติมใส่เบียร์เข้า ไปสักพอประมาณและนำไปแช่ไว้ ในตู้เย็นประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือหากต้องการให้เบียร์ซึม เข้าเนื้อดีขึ้น ควรนำไปแช่ในช่องแช่แข็งไว้ ข้ามคืนก่อนนำมาปรุงอาหาร
ปลอดล็อกที่ขึ้นสนิมด้วยเบี ยร์
ถ้าตัวล็อกประตูของคุณขึ้นส นิมจนเปิดไม่ออก ลองนำเบียร์ราดลงไป แล้วทิ้งไว้สักครู่ คาร์บอเนตในเบียร์จะช่วยละล ายสนิมที่ติดอยุ่ได้ครับ
ปลุกชีพให้กับหญ้าที่ตายแล้ ว
น้ำตาลหมักในเบียร์มีคุณสมบ ัติกระตุ้นการเจริฐเติบโตขอ งพืชและฆ่าเชื้อราได้ลองพ่น เบียร์ลงไปตรงจุดที่หญ้าเปล ี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลในสนามหญ ้าที่ตายจะดูดซับพลังงานจาก น้ำดาลหมักในเบียร์ ทำให้หญ้าคืนมาเขียวได้อีกค รั้ง
หาทิศทางในยามจำเป็น (เข็มทิศหาย หลงทาง)
ในกรณที่คุณหลงป่า เข็มทิศก็ดันมาหายอีกละของต ิดตัวมีเพียงเบียร์กระป๋องเ ท่านั้นจะทำอย่างไรดี เข็มเย็บผ้า + ชามในเล็ก และชุดชั้นใน (ที่ยังไม่ได้ใส่ 555++) เราสามารถหาทิศทางได้โดย ขั้นแรกให้เทเบียร์ลงไปในชา มเล็ก และปล่อยให้หมดฟอง จากนั้นถูกเข็มไปมาลงบนชุดช ั้นใน (ว่าแต่ว่าใช้อย่างอื่นไม่ไ ด้เหรอ ต้องวานผู้รู้มาตอบแล้ว) เพื่อให้เกิดไฟฟ้าสถิต แล้วนำเข็มไปลอยในชามที่ใส่ เบียร์เข็มจะหยุดแล้วชี้นไป ทางทิศเหนือ (อันนี้ต้องนำไปทดลองดูก่อน หากท่านผู้ใดนำไปทดลองแล้วไ ด้ผลอย่างไร ช่วยกรุณามาโพสแจ้งด้วย ว่าทำได้จริงหรือเปล่า)
เบียร์แต่งและบำรุงผม
เบียร์ 2 – 3 หยด สามารถนำมาใช้ในการแต่งผมได ้ เนื่องจากคุณสมบัติที่เหนีย วหนะพอๆ กับเจลแต่งผม และยังสามารถทำให้ผมเราสวยไ ด้ ผมที่ลีบแบน จะพองตัวหนาขึ้น และมีสุขภาพผมที่ดีขึ้น ซึ่งวิธีก็มีอยู่ว่า หลังจากสระผมเสร็จแล้วทำการ เบียร์ลงบนเส้นผมพอหมาดๆ ขยี้ให้ทั่วทั้งศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำส ะอาด
นอกจากเบียร์จะช่วยให้ผมสวย หนาขึ้นพองขึ้นแล้ว เบียร์ยังมีคุณสมบัติดีท๊อก อีกด้วย เบียร์สามารถขจัดสารตกค้างจ ากผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมได้ อีกด้วย เพียงอาทิตย์ละครั้ง ผมของเราก็จะเริ่มมีสุขภาพท ี่ดีขึ้นเรื่อยๆ เคล็ดลับง่ายของทำดู
แก้การนอนกรน
ลองนำเบียร์กระป๋องใส่ไว้ใน กระเป๋าเสื้อและกลัดไว้ด้วย เข็มกลัดจากนั้นก็นอน แต่ต้องใส่กลับข้างก็คือเอา ด้านหน้าของเสื้อที่มีอยู่ใ นกระเป๋ามาใส่เป็นด้านหลังแ ทน เพราะนักวิจัยพบว่า คนเรามักจะกรนเวลาที่นอนงาย กระป๋องเบียร์อยู่ด้านหลังจ ะช่วยไม่ให้คุณพลิกตัวมานอน หงายได้ง่ายๆครับ
ดูแล้วเบียร์นั้นมีประโยชน์ มากมายเลยนะคะ แต่การที่จะเป็นประโยชน์นั้ น คือ การรับประทานในอัตราที่เหมา ะสม พอเหมาะพอควร หาดื่มในปริมาณที่มากเกินไป หรือมากเกินความจำเป็นเบียร ์ก็สามารถให้โทษกับเราได้เห มือนกัน ของทุกอย่างที่มีประโยชน์ก็ มีโทษอยู่ในตัวมันเองด้วย ของบางอย่างที่เหมือนจะมีโท ษ แต่ก็ยังมีประโยชน์ในตัวมัน เองด้วยเช่นกัน ดังนั้น อย่าลืมนะคะ ใช้ในดื่ม กิน ในปริมาณที่เหมาะสม จะเป็นการดีที่สุดครับ
ขอบคุณข้อมูล
มีผลการศึกษาที่ออกมาพบว่า เบียร์ที่เราดื่มนี่แหละมีป
จิม แอนเดอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญไวน์กล่าวไว้ เมื่อเปรียบเทียบวัตถุดิบที
เบียร์ ผลิตมาจากธัญพืช น้ำและยีสต์ ธัญพืชที่ใช้บ่อยที่สุดในกา
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับประโย
เรื่องที่ 1 : กันยายนปี 1999 วารสาร ดิ นิวอิงแลนด์ เจอร์แนล ออฟ เมดิซีน ได้ลงบทความเกี่ยวกับผลของก
เรื่องที่ 2 : มหาวิทยาลัย เท็กซัส เซ้าท์เวสเทิร์น เมดิคัล เซ็นเตอร์ ใน ดัลลัส พฤษภาคม 1999) รายงานว่าการดื่มเบียร์ในปร
เรื่องที่ 3 : แอลกอฮอลมีผลในการช่วยเพิ่ม
เรื่อง 4 : เบียร์เต็มไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยลดการก่อตัวของ กรดอิมิโน โฮโมซิสตีน ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดของ
เรื่องที่ 5 : ผลการศึกษาใหม่จาก TNO Nutrition and Food Research Institute in Utrecht กล่าวว่าการดื่มเบียร์ไม่ช่
เรื่องที่ 6 : เบียร์สามารถเพิ่มวิตามินบี
เรื่องที่ 7 : เบียร์ปราศจากทั้งไขมันและค
เรื่องที่ 8 : เบียร์มีผลในการผ่อนคลายจึง
เรื่องที่ 9 : เบียร์ให้ผลในแง่บวกแก่ผู้ส
มาถึงตอนนี้หลายๆท่านอ่านแล
ดื่มเบียร์ทำให้อ้วน จริงหรือไม่?
เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไม่
นักวิจัยจากอังกฤษและสาธารณ
ทั้งนี้ ดร.มาร์ติน โบบัค จากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน (University College London) และคณะวิจัยจากอินสติติวต์ ออฟ คลินิกคอล แอนด์ เอ็กซ์เพอริเมนทอล เมดิซีน (Institute of Clinical and Experimental Medicine) ในกรุงปราก ได้ให้หญิง 1,098 คน และชาย 891 คน ที่มีอายุระหว่าง 25 ถึง 64 ปี ทำแบบสอบถาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึก
จากการสำรวจพบว่า ชายชาวเช็กจะดื่มเบียร์โดยเ
และคณะวิจัยก็พบว่า การมีพุงไม่เกี่ยวข้องกับกา
ด้านนักวิจัยจากอิตาลีชี้ว่
การดื่มเบียร์เราควรที่จะรู
ประโยชนของเบียร์ต่อร่างกาย
ป้องกันโรคหัวใจ : จากการศึกษาของนักวิชาการพบ
ช่วยลดความเสี่ยงโรคอัมพฤกษ
ช่วยลดความดันโลหิต : แพทย์ชาวฮอลแลน์ด์ และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ : ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อ
ช่วยให้กระดูกแข็งแรง : เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูกสามา
ช่วยให้อายุยืน : จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่าผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ
ป้องกันท้องร่วง : โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอ
ต้านความเครียด : นักวิชาการมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้า
ป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและใน
ช่วยต้านมะเร็ง : เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จ
ช่วยให้ผิวสวย : ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามันบี 3 และไนอาซินซึ่งจะช่วยกระตุ้
ประโยชน์ของเบียร์ที่น่าทึ่
ประคบเอ็นร้อยหวายด้วยเบียร
เบียร์กระป๋องเย็นๆใช้ช่วยป
หมากรุกเบียร์
กระป๋องเบียร์หรือขวดเบียร์
ใช้ดับไฟ
ในกรณีที่คุณไม่มีเครื่องดั
ใช้ในการหมักเนื้อ
เบียร์มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เราจึงสามารถนำไปหมักเนื้อไ
วิธีการหมักก็คือ ใช้ส้อมจิ้มๆเนื้อให้เป็นรู
ปลอดล็อกที่ขึ้นสนิมด้วยเบี
ถ้าตัวล็อกประตูของคุณขึ้นส
ปลุกชีพให้กับหญ้าที่ตายแล้
น้ำตาลหมักในเบียร์มีคุณสมบ
หาทิศทางในยามจำเป็น (เข็มทิศหาย หลงทาง)
ในกรณที่คุณหลงป่า เข็มทิศก็ดันมาหายอีกละของต
เบียร์แต่งและบำรุงผม
เบียร์ 2 – 3 หยด สามารถนำมาใช้ในการแต่งผมได
นอกจากเบียร์จะช่วยให้ผมสวย
แก้การนอนกรน
ลองนำเบียร์กระป๋องใส่ไว้ใน
ดูแล้วเบียร์นั้นมีประโยชน์
ขอบคุณข้อมูล
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






