วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555



อัญชัน เป็นไม้เลื้อย ลำต้นมีสีเขียวมีขน ใบสีเขียวเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ดอกสีน้ำเงินแก่ตรงกลางมีสีเหลืองบางชนิดมีสีขาว หรือสีม่วงอ่อน ผลแบบฝักถั่ว ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ชอบความชื้นปานกลาง ขึ้นงอกงามดีในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง ชอบแสงทั้งวันอัตราการเจริญเติบดีมาก นิยมปลูกตามรั้ว เป็นซุ้ม เป็นพันธุ์ไม้ในเขตร้อน ขึ้นได้ทั่วไป

ดอกอัญชัน มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเล็กๆ ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมและนัยน์ตามากขึ้น สารแอนโทรไซยานินนี้จะพบในผลไม้และดอกไม้ที่มีสีน้ำเงิน สีแดง หรือสีม่วง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ โดยที่พืชจะสร้างสารนี้ขึ้นมา เพื่อป้องกันดอกหรือผลตัวเอง จากอันตรายของแสงแดดหรือโรคภัย

ดอกสกัดสีมาทำสีประกอบอาหารได้ ดอกมีคุณค่าทางสมุนไพรช่วยปลูกผม ราก บำรุงตาลดอาการของโรคทางสายตา แก้ตาฟาง ตาแฉะ ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ รากใช้ถูฟันแก้ปวดฟัน

**ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ**

คุณค่าทางอาหาร
สารอาหารให้สารสีฟ้า ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันความเสื่อมของร่างกาย บำรุงผมให้สีเข้มเสมอ บำรุงสายตาป้องกันอันตรายจากแสงจ้า ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคร้าย



คุณค่าทางยา
ดอกมีคุณค่าทางสมุนไพรช่วยปลูกผม ราก บำรุงสายตา ลดอาการของโรคทางสายตา เช่น ตาฟาง ตาแฉะ ตาอักเสบ ตาเสื่อมจากเบาหวานปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ



คำแนะนำ
เลือก อัญชันสีน้ำเงิน เชื่อว่าสารอาหารจะมีมากกว่าสีอื่น และยังสวยงามเวลาทำเป็นน้ำอัญชัน หากมีดอกสดมาก สามารถผึ่งในที่ร้อนและแห้ง โดยไม่โดนแดดจัด รอให้แห้ง เก็บไว้ในโถปิดสนิท จะใช้ได้ประมาณ 6 เดือน

ใช้ดอกแห้ง สัก 10 ดอก/แก้ว แทนดอกสด 5 ดอก ใช้ดอกแห้งเรียกว่าชาอัญชัน จะไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว และไม่มีรสชาติ สามารถปรุงแต่งรสได้ตามชอบ เช่น น้ำผึ้ง,น้ำตาล,น้ำมะนาว เป็นต้น
***ข้าวโอ๊ตกับโยเกิร์ต ลดคอเลสเตอรอล***

เมนูอาหาร "ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต" เป็นเมนูอาหารที่สามารถทำได้ง่ายๆ และมีประโยชน์มากมาย ในช่วงวันหยุดยาวหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ การนอนพักผ่อนอยู่บ้านแบบสบายๆ จิบเบียร์ นอนดูหนัง การกินจุบจิบต่างๆ อาจจะทำให้ความอ้วนมาเยือนท่านได้ไม่ยาก เพื่อไม่ให้ท่านหิวบ่อย รับประทานอาหารบ่อยครั้ง ท่านควรเลือกอาหารที่อิ่มนาน อย่างเช่น "ข้าว โอ๊ต ธัญพืชที่รับประทานแล้วทำให้รู้สึกอิ่มนาน ทำให้จำนวนการกินจุบจิบน้อยลง ก็เท่ากับช่วยให้ท่านได้ควบคุมน้ำหนัก หรือลดความอ้วนไปด้วย"

ข้าวโอ๊ตประกอบไปด้วยไฟเบอร์แบบละลายน้ำ ชื่อว่า เบต้า-กลูแคน มีประโยชน์ทางด้านระบบขับถ่าย ที่สำคัญคือกากใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่ประกอบอยู่ในข้าวโอ๊ต ทำหน้าเหมือนกับฟองน้ำที่จะมาช่วยซับคอเลสเตอรอลในลำไส้ แล้วขับออกมาจากร่างกายโดยการขับถ่าย ทำให้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด และโรคหัวใจ

ถ้าหากท่านทราบประโยชน์ของข้าวโอ๊ตแล้ว แต่ติดอยู่ที่รสชาติไม่อร่อยเหมือนข้าวสวย ท่านก็ลองทำเมนูของง่ายๆ เช่น ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต เพียงแค่มีโยเกิร์ตธรรมดาๆสัก 1ถ้วย หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ใส่ข้าวโอ๊ตที่ สุกแล้วลงไปผสมประมาณ 2ช้อนโต๊ะ แล้วเติมน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มรสหวานตามชอบ จะช่วยชูรสให้อร่อยยิ่งขึ้น รับประทานง่าย และยังสามารถใส่ผลไม้ต่างๆ เช่น สัปปะรด หรือกล้วยหอม เพิ่มไปได้อีก "หากท่านไม่ชอบรับประทานโยเกิร์ต ท่านก็สามารถใช้นมสดแทนได้"

โดยการใช้นมสดสัก 1กล่อง ( 250 cc ) อุ่นนมให้ร้อน ระหว่างอุ่นให้เติมข้าวโอ๊ต และน้ำผึ้งลงไป คนเรื่อยๆจนเข้ากันแค่นี้ก็เรียบร้อย ตักใส่ถ้วย ควรรับประทานตอนนมอุ่นๆ ไม่ควรปล่อยให้เย็น เพราะจะทำให้ข้าวโอ๊ตอืด นมไม่น่ารับประทานและทำให้เสียรสชาติไปถ้าหากปล่อยให้เย็น
***ยาพาราเซตามอล กินมากกินบ่อยระวังให้ดี***

ยาพาราเซตามอล เป็นยาสามัญประจำบ้าน มีขายในชื่อการค้าต่าง ๆ กัน เช่น ไทลีนอล พานาดอล เทมปร้า คาลปอล ซาร่า พาราคิทไซรัป และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีผสมอยู่ในยาแก้ไขหวัดหลายยี่ห้อ เช่น ดีคอลเจน ทิฟฟี่ นูต้า เป็นต้น บางทีก็ผสมอยู่ในยาแก้ปวดเมื่อยคลายกล้ามเนื้อ เช่น มัสคอล นอร์เจสิก พาราฟอน ฟอร์ด เป็นต้น

ยาพาราเซตามอล ใช้เพื่อเป็นยาบรรเทาอาการปวดหรือลดไข้ แต่ไม่สามารถลดอาการกล้ามเนื้อเกร็ง บวมแดง หรือข้ออักเสบได้โดยตัวของพาราเซตามอลเอง

พาราเซตามอลถือเป็นยาสามัญประจำบ้าน สามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่ก็ไม่ควรซื้อเก็บไว้เป็นจำนวนมาก ยาเม็ดพาราเซตามอลมีอายุนานไม่เกิน 5 ปี หลังวันผลิต ส่วนชนิดน้ำสำหรับเด็ก ปกติมีอายุไม่เกิน 3 ปี และถ้าเปิดขวดแล้วไม่ควรเก็บไว้ นานเกิน 6 เดือน แต่ถ้ายามีลักษณะ สี กลิ่น รส เปลี่ยนไปก่อนวันหมดอายุ ก็ควรทำลายทิ้งเสีย

การให้ยาพาราเซตามอลในเด็กควรใช้ช้อนตวงยาที่ได้มาตรฐาน ถ้าให้เป็นหยดหรือเป็นซีซี ต้องใช้หลอดหยดที่แนบมากับยา และสอบถามเภสัชกรให้ชัดเจนว่า ขีดไหนเป็นขีดที่ถูกต้องสำหรับเด็กของท่าน การหยอดยาให้เด็กสามารถหยอดโดยตรงด้วยหลอดหยอดยานั้น หรืออาจผสมน้ำเล็กน้อยก็ได้ แต่ไม่ควรผสมในขวดนมให้เด็กดูด เพราะยาจะทำให้รสชาติของนมเปลี่ยนไป ทั้งยังอาจเกิดปฏิกิริยากับนมได้ด้วย และถ้าเด็กกินนมไม่หมดก็จะได้ยาไม่ครบตามที่กำหนดไว้ และไม่หายไข้

การกินยาพาราเซตามอลไม่ควรกินมากหรือติดต่อกันนานเกินไป เพราะมีผลให้เกิดตับอักเสบและเป็นอันตรายมากได้ ในผู้ใหญ่ที่ใช้แก้ปวดไม่ควรกินต่อเนื่องกันเกิน 10 วัน ในเด็กไม่ควรกินต่อเนื่องกันเกิน 5 วัน ในผู้ใหญ่หรือเด็กที่มีไข้สูงมาก หรือมีไข้ติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือเคยมีไข้แล้วหายไปแล้วกลับมามีไข้อีก ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุของไข้ ในเด็กไม่ควรให้กินพาราเซตามอลเกินวันละ 5 ครั้ง นอกจากแพทย์สั่งเป็นพิเศษ

เมื่อใช้พาราเซตามอลไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งเสริมฤทธิ์การเป็นพิษต่อตับยิ่งขึ้น และก่อนใช้ยาสามัญอื่น ๆ เช่น ยาแก้ไขหวัด ยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ควรอ่านดูส่วนประกอบเสียก่อน ว่ามีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบด้วยหรือไม่ เพื่อป้องกันการได้ยาซ้ำซ้อนจนเกินขนาด

ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น ไวรัสตับอักเสบ ตับแข็ง ไม่ควรซื้อพาราเซตามอลมากินเอง เพราะจะทำให้อาการเลวลงได้

การเก็บรักษายาพาราเซตามอล สามารถเก็บในขวดที่ปิดแน่นไม่ตากแดด ไม่ร้อนไม่ชื้น ต้องเก็บยาให้พ้นมือเด็ก และเก็บที่อุณหภูมิห้องธรรมดาได้ ไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น 

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

*** มาทำน้ำมะระปั่นกันเถอะ ***

มะระ เป็นผักผลผิวขรุขระ ที่มีรสขม เน้นที่มะระจีน เพราะเนื้อมะระจีนนี้ประกอบด้วยวิตามินซี วิตามินบีรวม และเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ เหตุที่เนื้อมะระมีรสขม เพราะ มีสารอัลคาร์ลอยด์ชื่อ โมโมดิดิน ช่วยทำให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อน ๆ สามารถต้านเชื้อไวรัส แถมล่าสุดผลการวิจัยค้นพบว่า มะระขี้นก (ผลเล็ก ๆ ที่แนมกับน้ำพริก )ช่วยต้านเชื้อไวรัส H I V ได้อีกด้วย เรามาดูวิธีทำน้ำมะระปั่นกัน (จำนวน 3แก้ว)

ส่วนผสม
1.เนื้อมะระสดหั่นชิ้น 2 ถ้วย
2.น้ำส้มคั้น 1/2 ถ้วย
3.น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
4.น้ำเชื่อม 3 ช้อนโต๊ะ
5.เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
6.น้ำต้มสุกแช่เย็น 1 ถ้วย
7.น้ำแข็งบดละเอียด 1 ถ้วย

ขั้นตอนการทำ
1.เลือกมะระจีนแก่จัด ดูที่เปลือกสีเขียวอมขาว ล้างน้ำให้สะอาด
2. ผ่าเอาเม็ดออก หั่นเป็นชิ้นนำไปแช่ตู้เย็นให้เย็นจัด เพื่อลดความขมและกลิ่นเหม็นเขียว
3.เมื่อเย็นได้ที่ นำส่วนผสมทั้งหมดปั่นเข้าด้วยกันให้ละเอียด รินใส่แก้วแล้วดื่ม สูตรนี้ทานแล้วจะช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย
*** ซุปถั่วแดงป้องกันเหน็บชา ***

เมื่อไหร่ที่เป็นเหน็บชา ไม่ว่าจะที่แขนหรือขา ย่อมส่งผลให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก บางครั้งต้องรอให้เหน็บชาหายจึงจะขยับแขนหรือขาได้ถนัด

สาเหตุของเหน็บชา เกิดจากการกดทับ เช่น นอนทับแขน นั่งพับเพียบหรือนั่งท่าขัดสมาธิ ซึ่งท่าทางดังกล่าวมักทำให้เกิดการกดทับจนเส้นเลือดไม่สามารถนำออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคสไปยังเนื้อเยื่อและเส้นประสาท ดังนั้น เมื่อเส้นประสาทไม่อาจสื่อสารไปยังสมองจึงเกิดความรู้สึกชา เจ็บจิ๊ดๆ

ทางแก้ที่แน่นอน คือ ต้องเลี่ยงอิริยาบถที่จะทำให้เกิดการกดทับจนเป็นเหน็บชา และที่สำคัญคือ ไม่ควรกินคาร์โบรไฮเดรตมากเกินไป เช่น ข้าว แป้ง เนื่องจากร่างกายต้องใช้วิตามินบีในการเผาผลาญคาร์โบรไฮเดรต ถ้ากินคาร์โบรไฮเดรตมาก ร่างกายย่อมต้องใช้วิตามินบีมากเช่นกัน เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี ก็จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นเหน็บชาได้ง่ายๆ

การเติมเสริมวิตามินบีให้ร่างกาย 'มุมสุขภาพ' แนะนำ 'ถั่วแดง' ที่มีสรรพคุณแก้ลดอาการเหน็บชา แถมยังช่วยบรรเทาอาการจุกเสียดแน่นท้อง บำรุงหัวใจ ระบบประสาท ลำไส้ บำรุงเลือด ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองปริแตก โดยสารอาหารในถั่วแดงประกอบไปด้วยโปรตีน คาร์โบรไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ บี และซี มีเส้นใยอาหาร และโฟลิก

สำหรับเมนูอร่อยจากถั่วแดง ชวนลองทำ 'ซุปถั่วแดง' โดยเริ่มจากนำถั่วแดงไปต้มสุกแล้วพักไว้ หันไปโขลกเม็ดพริกไทย รากผักชี และกระเทียมรวมกัน จากนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอกพอเริ่มร้อนใส่เม็ดพริกไทย รากผักชี และกระเทียมที่โขลกไว้ ผัดให้หอมแล้วใส่ก้านขึ้นฉ่ายสับและหอมหัวใหญ่สับ ผัดต่อให้สุก จากนั้นใส่ถั่วแดงต้มสุก และน้ำซุปหรือน้ำสะอาด เคี่ยวให้ถั่วแดงเปื่อยแล้วพักไว้จนเย็นลง จึงนำไปปั่น

เมื่อนำไปปั่นแล้วจะได้ซุปเนื้อเนียนละเอียด แต่เท่านี้ยังไม่อร่อยพอ ต้องนำไปตั้งไฟอีกครั้ง โดยใช้ไฟอ่อน เคี่ยวต่อสักครู่ พร้อมปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือ ซีอิ้วขาว และพริกไทย กระทั่งซุปเริ่มเดือดจึงดับไฟเป็นอันเสร็จ พร้อมตักใส่ถ้วย กินตอนร้อนๆ อุ่น คล่องคอ เป็นเมนูอาหารว่างช่วยป้องกันเหน็บชาได้ดี.
*** ถั่ว 5 สี มีดีอย่างไร ***

คุณทราบหรือไม่...ถั่ว 5 สี 5 ชนิด คืออาหารบำรุงของระบบอวัยวะภายใน 5 ระบบ เมล็ดถั่วมีสารอาหารครบทุกหมู่ คือ แป้ง น้ำตาลโปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ ทุกคนควรรับประทานถั่วดังกล่าวหมุนเวียนไปให้ครบทุกสี จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์และช่วยเสริมให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ถั่วทั้ง 5 สีนี้คือ

ถั่วแดง (Red Beans) – มีประโยชน์ต่อหัวใจ
ถั่วดำ (Black Beans) – มีประโยชน์ต่อไต
ถั่วเหลือง (Soy Beans) – มีประโยชน์ต่อม้าม
ถั่วเขียว (Green Beans) – มีประโยชน์ต่อตับ
ถั่วขาว (White Beans) – มีประโยชน์ต่อปอด

** ถั่ว 5 สีกับผองเพื่อน **

ส่วนประกอบ
ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วขาว ถั่วเหลือง ลูกเดือย เม็ดบัว รากบัว

คราวนี้เอาสาระประโยชน์มากฝากเพื่อน ๆ เป็น เครื่องดื่ม ที่ปรุงจาก ถั่ว 5 สี ได้ได้แก่ ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วขาว ถั่วเหลือง ลูกเดือย เม็ดบัว รากบัว รายละเอียดอ่านได้เลยครับ เริ่มจาก

เครื่องปรุง
ถั่วดำ 1 ขีด
ถั่วเขียว 1 ขีด
ถั่วแดง 1 ขีด
ถั่วขาว 1 ขีด
ถั่วเหลือง 1 ขีด
นำไป คั่ว ให้สุกก่อนแล้วแช่น้ำไว้ 4-6 ชั่วโมง ล้างให้สะอาด พักไว้

หลังจากนั้น
+ ลูกเดือย 1 ขีด ล้างให้สะอาด แล้วต้มให้สุก พักไว้
+ เม็ดบัว 1 ขีด ล้างให้สะอาด ต้มให้สุก พักไว้
+ รากบัว 1 ขีด ปอกเปลือกล้าง ต้มให้สุก พักไว้

วิธีทำ
นำ เครื่องปรุง ทั้งหมดรวมกัน แล้วปั่นให้ละเอียด ต้มในหม้อใบใหญ่ ใส่น้ำมาก ๆ กรองเอากากออก นำน้ำที่ได้ไปต้มให้เดือด เติมน้ำตาล(ควรเป็นน้ำตาลทรายแดง)เล็กน้อย หรือจะไม่ใส่ก็ได้ รับประทานได้เลย

สรรพคุณ

- บำรุงกระดูก
- บำรุงเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ
- ช่วยลดน้ำหนัก
- ผิวพรรณสดใส
- ช่วยสร้างเม็ดเลือด
- บำรุงการเจริญเติบโตของเด็กด้วยโปรตีนจากถั่ว
- ช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง จากการเจ็บป่วยหรืออ่อนเพลี

*ควรคัดเมล็ดถั่วเสียทิ้งก่อนต้ม เพื่อลดความเสี่ยงในการรับสารพิษจาก เชื้อรา ( อะฟลาท็อกซิน ) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตับ*
***ยิ้มรับเช้าวันใหม่ กับ โกโก้ร้อนสักแก้ว***

โกโก้ เป็นอาหารให้พลังงานสูงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มโกโก้ที่มีส่วนประกอบของ Cocoa mass มากกว่า 70% เพียง 50 กรัมต่อวันสามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และอีกหลายโรค นอกจากนั้นโกโก้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี วิตามินดีและวิตามินอี ไขมันที่อยู่ในช็อคโกแลต จัดเป็นไขมันที่มีคุณภาพดีไม่ทำให้เกิดการอุดตันในเส้นเลือด ไม่ก่อให้เกิดโรคหัวใจหรือไขมันในเส้นเลือดสูง สาร flavonoids ที่อยู่ในเมล็ดโกโก้ มีประโยชน์ต่อร่างกาย 2 ประการ คือ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และมีฤทธิ์ต้านการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ อัมพาต ป้องกันข้ออักเสบและบรรเทาความเครียด

นักวิทยาศาสตร์ดัตช์ได้ค้นพบหลักฐานยืนยันว่า การดื่มโกโก้มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ พวกเขาเห็นตัวอย่างจากคนเฒ่าคนแก่ที่ดื่มกินโกโก้ ปรากฏว่าช่วยให้ความดันโลหิตลดต่ำ และไม่ค่อยเจ็บป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดโลหิต

คณะนักวิจัยได้พบว่า ชายสูงอายุที่ดื่มโกโก้ มากที่สุดกลุ่มนี้ จะตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพียงแค่ครึ่งเดียว เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่ม แม้ว่าจะได้คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำหนักตัว การสูบบุหรี่ ขนาดการออกกำลัง และการกินเหล้าเมายาด้วยแล้ว ซ้ำผู้ชายที่ดื่มโกโก้มาก ยังไม่ค่อยเจ็บป่วยจนถึงตายด้วยโรคอื่นด้วย

ในการวิจัยโกโก้ พบว่า มีสารเคมีที่เรียกว่า น้ำมัน ฟลาแวน-3 ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต และทำให้ เซลล์ของเยื่อบุหลอดเลือดทำงานดีขึ้น แต่พวกนักวิจัยเชื่อว่า สาเหตุคงเป็นเพราะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่อย่างอุดมมากกว่า

***แต่ว่าช้าก่อน ปัจจัยที่จะส่งผลให้โกโก้ถูกมองในแง่ร้ายก็คือ นมข้นหวาน นมสด นมข้นจืด น้ำตาล ครีมเทียม ที่นำมาผสมเพิ่มลงในโกโก้นั่นเอง เติมในปริมาณแต่น้อย เอาแค่พอดี แค่นี้ก็ถอยห่างจากโรคร้ายได้อีกก้าวหนึ่งแล้ว ^_^